Categories
Uncategorized

ลัทธิปีศาจโอมชินริเกียว

ลัทธิปีศาจโอมชินริเกียว

ในโลกของเรานั้น มีลัทธิต่างๆมามาย ที่ผู้คนใช้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ในวันนี้ เราจะพาทุกท่าน มารู้จักกับหนึ่งในลัทธิที่มีบนโลกของเรากันค่ะ กับเรื่องราวในวันนี้ ลัทธิปีศาจโอมชินริเกียว

วันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 1995 สมาชิกลัทธิ โอมชินริเกียว หรือโอมปรมัตถ์สัจจะได้ก่อวินาศกรรมอันน่าสะพรึงกลัวกลางกรุงโตเกียว

โดยการใช้ ซาริน ความเข้มข้น 30% เป็นก๊าซพิษไร้สีไร้กลิ่น มีฤทธิ์ทำลายระบบประสาท ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บกว่าครึ่งหมื่น

เจ้าลัทธินี้คือโชโกะ อาซาฮาร่า มีชื่อจริงว่า ชิซูโอะ มัตสึโมโตะ เกิดเมื่อ ค.ศ. 1955

เขาตาบอดเกือบสนิทแต่ข้างขวา ยังพอมองเห็นเลือนราง เมื่อโตขึ้นได้เปิดคลินิกฝังเข็มด้วยการรักษาด้วยวิธีฝังเข็ม โยคะและสมุนไพร โดยได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากภรรยา

ชิซูโอะทำตัวเป็นหมอเถื่อนรักษาคนไปทั่วด้วยการต้มยาทำเอง แต่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง

ช่วงเวลานั้น ในสังคมญี่ปุ่นมีการเติบโตของลัทธิต่าง ๆ อย่างมาก อันเนื่องมาจากการล่มสลายของรัฐชินโต คือพุทธศานานิกายชินโตของญี่ปุ่นที่จักรพรรดิมีสถานภาพเป็นเทพเจ้า

ชิซูโอะจึงเป็นอีกหนึ่งคนที่มีความคิดจะผสมผสาน จับเอาแก่นของลัทธิศาสนาเดิม เข้ากับเสน่ห์แห่งความเพ้อฝัน มาผสมกันเป็นลัทธิของเขาเอง

ราวปี ค.ศ. 1985 เกิดการตื่นตัวเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติ เช่น ยูเอฟโอ การหยั่งรู้ กายทิพย์ การลอยตัว

ชิซูโอะก็อาศัยความตื่นตัวนี้ลงภาพเขากำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศ ลงบนนิตยสารฉบับหนึ่งในปี ค.ศ. 1986 พร้อมตีพิมพ์คำพูดว่า “ข้าพเจ้าสามารถลอยตัวอยู่ราว 3 วินาที และจะเพิ่มนานขึ้นเรื่อย ๆ”

เมื่อแนวคิดของชิซูโอะมีเป้าหมายชัดเจนมากขึ้น เขาจึงเปลี่ยนชื่อเป็น โชโกะ อาซาฮาร่า พร้อมกับเริ่มไว้หนวดเครา และสวมเสื้อคลุมขาวเหมือนผู้ทรงศีล

อาซาฮาร่าปรับเอาแนวคิดจากความเชื่อ ลัทธิ แนวคิด จากศาสนาต่าง ๆ มาเป็นลัทธิของเขา

อาซาฮาร่ามุ่งเน้นไปที่ “วันสิ้นโลก” ที่จะเกิดเหตุการณ์ล้างบางมนุษย์ทุกคน แล้วอ้างว่าจะยุติหรือหลีกเลี่ยงได้หากมานับถือลัทธิของเขา

ลัทธิโอมฯ มีผู้เข้าร่วมหลายพันคนทั่วญี่ปุ่น มีศูนย์แพร่กระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก อาซาฮาร่ามาตั้งฐานปฏิบัติการของลัทธิใกล้กับภูเขาฟูจิ เรียกว่า “ศูนย์ฟูจิ”

โดยฐานปฏิบัติการแห่งนี้มีทั้งสำนักงาน แผนกวิจัยวิทยาศาสตร์ ห้องขัง โรงพิมพ์ คลินิก รวมทั้งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่แทบจะไม่มีใครเข้าไปถึงส่วนนี้ เป็นอาณาจักรครบวงจรเลยก็ว่าได้

นักวิทยาศาสตร์ของลัทธิโอมฯ มุ่งผลิตซารินด้วยความกระตือรือร้น โดยได้รับวัตถุดิบและอุปกรณ์ที่พร้อมสนับสนุนการปฏิบัติงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ซารินมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทโดยเบื้องต้น เมื่อสูดดมก๊าซนี้จะทำให้น้ำมูกน้ำลายไหล แน่นหน้าอก ตาพร่ามัว กล้ามเนื้อเกร็ง หายใจลำบาก ไม่สามารถกลั้นอุจจาระหรือปัสสาวะได้

จากนั้นอาการจะรุนแรงมากขึ้น จนเริ่มชักกระตุก ปวดหัวรุนแรง อัมพาต โคม่าและจะเสียชีวิต เนื่องจากหายใจไม่ออกเพราะซารินไปทำลายระบบหายใจ

สมาชิกลัทธิโอมจำนวน 5 คน มีเป้าหมายในการใช้ก๊าซพิษนี้โจมตีประชาชนชาวญี่ปุ่นที่กำลังเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินในกรุงโตเกียว โดยเลือกช่วงเวลาประมาณ 8 โมงเช้า เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่มีคนพลุกพล่านมากที่สุด

ทั้ง 5 คนเลือกนั่งขบวนรถไฟที่จะผ่านย่านคาซูมิกาเซกิในเวลาพร้อม ๆ กันเพื่อปฏิบัติการ เนื่องจากย่านนี้เป็นย่านที่ตั้งของหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาลญี่ปุ่น

ผู้ปฏิบัติการทั้ง 5 คน ใน 5 สายรถไฟใต้ดินได้บรรทุกถุงใส่ซารินขึ้นไป พวกเขาจะห่อถุงก๊าซด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์อีกชั้นหนึ่ง ก่อนจะนำไปวางในขบวนรถไฟแล้วใช้ของปลายแหลม

ซารินมีสถานะเป็นของเหลว มันเจิ่งนองไปทั่วทั้งขบวนรถไฟแต่ไม่มีใครสงสัย กลับเหยียบย่ำของเหลวเหล่านั้นซึ่งยิ่งกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาและเกิดก๊าซพิษอย่างรวดเร็ว

ผู้โดยสารในขบวนรถไฟเริ่มมีอาการเบื้องต้นตามที่กล่าวมาแล้ว กระทั่งเกิดความวุ่นวายโกลาหล มีการประกาศผ่านลำโพงในขบวนรถไฟว่าเกิดเหตุก๊าซระเบิด

ชาวญี่ปุ่นเริ่มอพยพออกไปจากสถานีในสภาพน่าเวทนา บางคนล้มลงน้ำลายฟูมปาก บางคนมีอาการชักอย่างรุนแรง

เมื่อขึ้นมาบนถนนก็เต็มไปด้วยผู้คนที่ต่างก็อาเจียนออกมาเป็นเลือด บางคนเลือดออกจมูกและปาก

เจ้าหน้าที่รถไฟได้รีบอพยพผู้คนออกมาจากสถานีแล้วปิดป้ายประกาศที่ทำอย่างลวก ๆ แปะว่า “ปิดบริการเนื่องจากถูกผู้ก่อการร้ายโจมตี”

จากเหตุวินาศกรรมนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 13 คน บาดเจ็บมากกว่า 6,000 คน

ทางตำรวจและผู้สื่อข่าวต่างสงสัยว่าวินาศกรรมครั้งนี้ต้องมาจากพวกลัทธิใดลัทธิหนึ่ง แต่ไม่ได้พุ่งประเด็นว่า อาซาฮาร่ากับลัทธิโอมฯ จะอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้

ในวันที่ 22 มีนาคม ตำรวจบุกตรวจค้นศูนย์ที่ทำการของลัทธิโอมฯ ทั่วประเทศ โดยที่ศูนย์ฟูจิพบสารเคมีจำนวนมาก สำหรับทำสารกระตุ้น กลีเซอรินสำหรับทำวัตถุระเบิด

ตำรวจตรวจค้นศูนย์ของลัทธิไปหลายวัน และยิ่งพบความดำมืดของลัทธินี้มากขึ้น เช่น การลักพาตัว มีห้องเผาศพ พบถังสารเคมีนับพันถัง และพบเงินจำนวนมหาศาล

ตำรวจดำเนินการจับกุมสมาชิกลัทธิโอมฯ กว่า 100 คน แต่ยังไม่ได้ตัวอาซาฮาร่า

กระทั่งตำรวจสามารถจับกุม โชโกะ อาซาฮาร่า ได้ในวันที่ 16 พฤษภาคม และทำงานอย่างหนักในการสืบหาข้อมูลเชื่อมโยงลัทธิโอมฯ กับวินาศกรรมที่เกิดขึ้น

จากวินาศกรรมที่เกิดขึ้นทำให้ธุรกิจรถแท็กซี่เติบโตขึ้นอย่างมากเพราะคนหวาดกลัวการใช้รถไฟใต้ดินจึงหันไปใช้รถแท็กซี่แทน บางส่วนที่จำเป็นต้องเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินก็เกิดความรู้สึกระแวงที่จะใช้บริการ

ปลายปี ค.ศ. 1995 ตำรวจยังจับกุมสมาชิกลัทธิโอมฯ ได้อีกกว่า 350 คน บางคนถูกปล่อยตัว บางคนก็ถูกดำเนินคดี

กระทั่งได้มีการตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอแกนนำลัทธิโอมฯ 13 คน เมื่อ เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2018 ปิดฉากลัทธิโอมชินริเกียวที่ดำเนินมาเกือบ 30 ปี

วาระสุดท้ายของเจ้าลัทธิและแกนนำโอมชินริเกียวได้จบลงแล้ว แต่ลัทธินี้ยังคงหลงเหลืออยู่ในลักษณะของกลุ่มต่าง ๆ ที่เปลี่ยนชื่อและแพร่อุดมการณ์ผ่านทั้งบนดินและโลกออนไลน์

ในสายตาของหลายคน ญี่ปุ่นเป็นแดนแห่งความสุข สวัสดิการดีเยี่ยม ผู้คนเอื้ออาทร แต่สภาวะ “ไร้ที่พึ่งทางใจ” ทำให้ชาวญี่ปุ่นถูกดึงดูดให้เชื่อในลัทธิอย่างไม่ลืมหูลืมตาได้

ไม่ว่าลัทธินั้นจะใช้ชื่อว่า โอมชินริเกียว หรือลัทธิก่อการร้ายอื่น ๆ ก็ตาม..

อ่านเรื่อง สถานที่ท่องเที่ยวและมนุษย์ต่างดาว ได้ที่นี่

สนับสนุน โดย Joker Slot , Sa game , Sexy Game , Joker Game , UFABET 72 , Esport , Sa gaming , Sexy gaming , Sa gaming , joker gaming , Joker slot  , Slot game , Joker slot , Joker slot

Categories
Uncategorized

สถานที่ท่องเที่ยวและมนุษย์ต่างดาว

สถานที่ท่องเที่ยวและมนุษย์ต่างดาว

ทุกท่านเคยสงสัยกันมั้ยว่า สถานที่ท่องเที่ยว เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง หรือว่าฝีมือของสิ่งมีชีวิตนอกโลกเป็นผู้สร้าง วันนี้เราจะพาทุกท่านมารู้จักกับสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสงสัยว่าจะไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้น กับเรื่องราวในวันนี้ สถานที่ท่องเที่ยวและมนุษย์ต่างดาว

 มีหลายความเชื่อจากนักวิชาการ นักเขียนหลายคนเลยทีเดียว ที่คิดว่าอันที่จริงแล้วมนุษย์จากดาวดวงอื่น ได้เคยย่างก้าวเข้ามาพำนักพักพิงบนโลกของเรามานานแล้ว แถมยังได้ทิ้งอนุสรณ์ไว้ตั้งเยอะแยะให้คนรุ่นหลังได้รู้

จากที่ได้กล่าวแล้วว่า มีผู้เชื่อว่าเอเลี่ยนโบราณได้เคยทิ้งอนุสรณ์เอาไว้บนโลก และอนุสรณ์ที่โด่งดังที่สุดก็คือ พีระมิด สิ่งก่อสร้างใหญ่โตโอฬาร

ซึ่งแม้พีระมิดที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดจะอยู่ที่อียิปต์ แต่จริงๆแล้วพีระมิดถูกสร้างขึ้นจำนวนมากมายกระจายไปทั่วโลก เช่น ในเม็กซิโก กรีซ จีน ฯลฯ โดยพีระมิดที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ มหาพีระมิดแห่งชูลูลาในเม็กซิโก

อันว่าพีระมิดนั้นไม่ว่าเล็กหรือ ใหญ่ สิ่งที่เหมือนกันคือรูปทรง ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าคนโบราณบนโลกเรานี้ หลายๆพื้นที่จะคิดได้เหมือนกัน

ทั้งๆที่สมัยก่อนโน้นเมื่อ 3-5 พันปีก่อน ยังไม่มีการเดินทางไปมาหาสู่กันสะดวกสบายเหมือนตอนนี้ การถ่ายทอดวัฒนธรรมจึงเป็นเรื่องยาก

แต่ พีระมิด ก็เกิดขึ้นแทบจะทั่วโลก และน่าทึ่งด้วยเทคโนโลยีการตัด และเคลื่อนย้ายก้อนหินขนาดใหญ่ รูปทรงที่สมมาตร แถมพีระมิดบางแห่งยังซ่อนความลับด้านวิทยาการเอาไว้อย่างน่าประหลาดใจ

นักคิดในทฤษฎีนักบินอวกาศโบราณเชื่อกันว่า นานมาแล้วนักบินอวกาศจากดวงดาวอันไกลโพ้นได้มาถึงโลกของเรา ปักหลักอยู่อาศัย ได้พบปะมนุษย์โลก และถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆให้ จนกลายเป็นพีระมิดในที่ต่างๆ

ซึ่งเกิดการตีความกันไปในหลายทางว่า ความหมายที่แท้จริงของพีระมิดคืออะไรกันแน่ บางคนบอกว่า เป็นแหล่งพลังงานขนาดใหญ่ ในขณะที่บางคนก็บอกว่าเป็นจุดสังเกตสำหรับยานอวกาศเวลาขึ้นลง

พูดถึงจุดสังเกตสำหรับยานอวกาศแล้ว อดไม่ได้ที่จะกล่าวถึงลายเส้นนาซกาแห่งเปรู ลายเส้นจำนวนมากมายหลายภาพ ทั้งภาพสัตว์ต่างๆ และลวดลายเรขาคณิตที่ทอดตัวยาวเหยียดในทะเลทราย ซึ่งไม่สามารถมองเห็นภาพได้ หากไม่มองลงมาจากฟ้า

แล้วคนโบราณในสมัย 200 ปี ก่อนคริสตกาลสร้างมันขึ้นมาได้อย่างไร หากไม่มี “ใครสักคน” จากเบื้องบนมาให้คำแนะนำ…

นอกจากอนุสรณ์ขนาดใหญ่เหล่านี้แล้ว ของชิ้นเล็กๆจากอดีตกาลก็สื่อความหมายไปในทางเดียวกัน โดยเฉพาะสิ่งของที่ถูกเรียกขานว่าเป็นวัตถุหลงยุค

วัตถุหลงยุคในความเชื่อของนักคิดในทฤษฎีนักบินอวกาศโบราณนั้น หมายถึงสิ่งของที่โผล่อยู่ผิดที่ผิดเวลา เป็นของที่ดูเหมือนลํ้าสมัย ไฮเทค ไม่น่าจะมีในยุคโบราณได้

แต่ก็มีให้เห็นเป็นหลักฐานกันมาแล้วนักต่อนัก โดยวัตถุหลงยุคที่โด่งดังมากที่สุดชิ้นหนึ่งเห็นจะเป็นสิ่งที่ถูกขนานนามว่า เครื่องจักรกลแอนติคีเธอรา ซึ่งถูกค้นพบจากซากเรืออับปางทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะครีท

ซึ่งทีแรกที่ถูกค้นพบใน ค.ศ.1900 นั้น ยังไม่มีใครสนใจซากบรอนซ์ผุก่อนนี้นัก

จนกระทั่งอีก 2 ปีต่อมานักโบราณคดีได้สังเกตเห็นโครงร่างซี่ล้อในเศษซากที่ค้นพบ พร้อมข้อเขียนที่สลักไว้บนผลงานลึกลับชิ้นนั้นว่า มันถูกสร้างขึ้นในปีที่ 80 ก่อนคริสตกาล

และในเวลาต่อมา มันก็ถูกพิสูจน์ว่า เป็นเครื่องจักรกลทางดาราศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ จนบางคนเรียกขานมันว่าคอมพิวเตอร์แห่งกรีกโบราณ ซึ่งอาร์เธอร์ ซี คลาร์ก นักวิทยาศาสตร์และนักเขียนชื่อดังก็เคยกล่าวถึงมันว่า

แม้จะเป็นของเก่าที่อายุเกินกว่า 2 สหัสวรรษแล้ว แต่มันก็เป็นสิ่งที่ลํ้าหน้าเกินกว่าเทคโนโลยีของศตวรรษที่ 18 และการที่มันถูกซ่อนอยู่ใต้นํ้ามาเป็นเวลานับพันปี

ซึ่งก็ทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่า หากพอจะมีความหวังว่ามนุษย์เราจะพบยานอวกาศจากอดีตอันไกลโพ้น หรือสิ่งประดิษฐ์ใดๆของมนุษย์ต่างดาวแล้วล่ะก็ มันก็น่าจะจมอยู่ใต้ก้นมหาสมุทร พื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกที่เรายังสำรวจไม่ทั่วถึงนั่นเอง

นอกจากเครื่องจักรกลแอนติคีเธอราที่เป็นหลักฐานแสดงว่า น่าจะเคยมีเผ่าพันธุ์ที่มีวิวัฒนาการและสุดยอดเทคโนโลยีเคยมาเยือนเราเมื่อ หลายพันปีก่อนแล้ว อีกหลักฐานหนึ่งที่เป็นที่ฮือฮากันมาก ก็น่าจะเป็นหลอดไฟในยุคอียิปต์โบราณ

งานนี้ไม่ได้มีของเป็นชิ้น ๆ มาให้เห็น แต่ หลักฐานอยู่ในรูปสลักของวิหารเดนเดรา ซึ่งชาวอียิปต์ โบราณได้สลักภาพที่ดูเหมือนหลอดไฟฟ้าไว้อย่างชัดเจน

นักโบราณคดีกลุ่มหนึ่งจึงฟันธงลงไปว่า ก่อนที่ โธมัส อัลวา เอดิสัน จะประกาศตัวเป็นผู้ประดิษฐ์ หลอดไฟในโลกยุคใหม่นั้น ชาวอียิปต์โบราณเขามีหลอดไฟใช้กันมานานแล้วล่ะลุง แล้วเทคโนโลยีนี้จะมาจากไหนได้ล่ะ ถ้าไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวเอามาให้

และในพีระมิดที่ทั้งมืด ทั้งแคบ แล้วนักแกะสลักรูปภาพอียิปต์เข้าไปทำงานในที่มืด ๆ อย่างนั้นได้ยังไง จะว่าจุดคบไฟก็ไม่เคยมีการพบเขม่าควันในพีระมิด ว่าแล้วหลอดไฟก็เป็นคำตอบที่ให้ความกระจ่าง

ถึงกระนั้นคนขี้สงสัยยังซักต่ออีกว่า มีหลอดไฟใช้กันมาตั้งหลายพันปีแล้วน่ะ จะไปเอาไฟฟ้าจากไหนมาให้พลังงานกับหลอดไฟกัน งานนี้มีคำตอบ อีริ ค ฟอน ดานิเก้น นักเขียนผู้สร้างทฤษฎีพระเจ้าจากอวกาศบอกว่า ก็มาจากแบตเตอรี่

งานนี้มีหลักฐานยืนยันอีกแล้ว เพราะมีการค้นพบภาชนะรูปร่างคล้ายแจกัน ภายในบรรจุถ้วยกระบอกทองแดงและแท่งเหล็ก

มันเป็นวัตถุโบราณของเมืองแบกแดด จากช่วงเวลาประมาณ 240 ปีก่อนคริสตกาลและในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 นี้เอง ที่มันถูกพิสูจน์ชัดเจนแล้วว่า สิ่งนี้คือแบตเตอรี่ที่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้

ว่าแล้ว อีริค ฟอน ดานิเก้น ที่สร้างสวนสนุกของตนเองขึ้นในสวิตเซอร์แลนด์ ก็จัดการผลิตหลอดไฟที่เห็นในภาพขึ้นมาโชว์ให้เห็นกันจะจะว่า สามารถทำงานได้ด้วยแบตเตอรี่ลักษณะเดียวกับแบตเตอรี่แห่งแบกแดดนี้

ดานิเก้นและผองเพื่อนคอเดียวกันฟันธงฉับลงไป ว่าต้องเคยมีผู้มาเยือนจากอวกาศมาอยู่อาศัยบนโลกของเรา อาจจะเป็นทั้งนาย ทั้งครู ผู้สอนวิทยาการ และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมพวกเขาก็จากไป ทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้ค้นพบ

แต่ที่มากกว่านั้นก็มีนักคิดบางคนบอกว่า พวกเขามาอยู่ตั้งรกรากบนโลกของเราแล้ว อาจจะไม่ได้จากไปอย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว

แต่อาจจะทิ้งเชื้อสายไว้ดั่งเช่นที่หลายอารยธรรมของโลกมีตำนานเก่าแก่คล้ายๆ กันว่า เผ่าพันธุ์ของตนสืบสายมาจากเทพ หรือคนที่มาจากท้องฟ้า

เช่น ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่ากษัตริย์ของตนสืบเชื้อสายมาจากพระอาทิตย์ หรือคนเกาหลีที่เชื่อว่า บรรพบุรุษของพวกเขาคือฮวานอุง โอรสของเทพที่เสด็จลงมาจากสวรรค์ ฯลฯ

ตำนานเกี่ยวกับบรรพบุรุษผู้ลงมาจากฟ้านี้ มีหลักฐานอยู่ด้วยเหมือนกัน คือ ใน ค.ศ.1938 นักโบราณคดีกลุ่มหนึ่งได้ขุดค้นถํ้าใกล้ชายแดนจีน-ทิเบต แล้วเจอที่ฝังศพแปลกๆเป็นโครงร่างกระดูกขนาดย่อม สูงประมาณ 4 ฟุต แต่หัวกะโหลกใหญ่

พร้อมด้วยแผ่นจานหินรูปร่างเหมือนแผ่น C จำนวนหนึ่ง

ซึ่งจารึกตัวอักษรขนาดจิ๋วเอาไว้ ไม่นานต่อมาก็มีการแปลความหมายได้ว่า มีคนกลุ่มหนึ่งจากฟากฟ้าตกลงมายังโลกของเราเมื่อ 12,000 ปีก่อน แล้วสร้างหมู่บ้านปักหลักอาศัยอยู่กลายเป็นบรรพบุรุษชาวจีนเผ่าโดร ปา ที่อ้างเสมอมาว่า ตัวเองสืบเชื้อสายมาจากชนเผ่าต่างดาว

งานนี้นักคิดในทฤษฎีนักบินอวกาศโบราณบอกว่า ไหมล่ะ ทำไมคนจีนถึงมีจำนวนมากกว่าใครในโลก ก็เป็นเพราะพวกเขามาก่อนใครไง…

อ่านเรื่อง ตำนานซอว์นี่ บีน ครอบครัวกินคน ได้ที่นี่

สนับสนุน โดย Joker Slot , Sa game , Sexy Game , Joker Game , UFABET 72 , Esport , Sa gaming , Sexy gaming , Sa gaming , joker gaming , Joker slot  , Slot game , Joker slot , Joker slot

Categories
Uncategorized

ตำนานซอว์นี่ บีน ครอบครัวกินคน

ตำนานซอว์นี่ บีน ครอบครัวกินคน

ตำนานซอว์นี่ บีน ครอบครัวกินคน

ในตอนต้นศตวรรษที่ 15 ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสก็อตแลนด์ เด็กชายชื่อ ซอว์นี่ บีน เป็นลูกของช่างไม้คนหนึ่งที่มีฐานะธรรมดา ตั้งแต่เด็กซอว์นี่ บีน ได้เรียนรู้วิชาช่างไม้มาจากพ่อ เมื่อโตเป็นหนุ่มเขาก็ได้ออกบ้านไปหางานและที่อยู่อาศัยเอง จนแต่งงานมีครอบครัว

แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาและครอบครัวก็ไม่มีความสุขเลย นั่นก็เพราะ ซอว์นี่ บีน เป็นคนขี้เกียจ โง่เขลา ไม่มีงานทำ อีกทั้งชอบหาเรื่องทะเลาะวิวาทกับผู้คนไปทั่ว แถมยังเป็นคนโมโหร้าย

เพราะเหตุนี้เองจึงทำให้ ซอว์นี่ บีน และครอบครัวอยู่คนในพื้นที่ไม่ได้ ต้องอพยพมาอยู่แถบชายฝั่งแถวกัลป์โลเวอร์ ซึ่งเป็นที่ห่างไกลชนบท

ซอว์นี่ บีน ใช้ถ้ำใหญ่ที่ตั้งอยู่ในระแวกนั้นเป็นที่พักอาศัย ถ้าถามว่าทำไมเขาถึงไม่สร้างบ้านล่ะ คำตอบคือขี้เกียจ

แถมถ้ำยังมีความพิเศษก็คือ เมื่อเวลาน้ำขึ้นน้ำก็จะปิดปากถ้ำทำให้คนภายนอกไม่สามารถเข้ามาได้ ซึ่ง ซอว์นี่ บีนและครอบครัวก็อยู่กันได้สบายๆ ถึงแม้จะมืดและอากาศชื้นก็ตาม อีกทั้งยังเป็นที่หลบซ่อนชั้นดีอีกด้วย

เมื่อหาที่อยู่อาศัยได้แล้ว เขาและครอบครัวก็ช่วยกันหางานทำเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง โดยการดักปล้นจี้นักเดินทางที่ผ่านไปมา ปล้นอาหาร ทรัพย์สินและเครื่องใช้ต่างๆ

แค่นั้นยังไม่พอยังฆ่านักเดินทาง พร้อมกับทำลายร่างและลากไปทิ้งทะเลด้วย เวลาผ่านไปนานเข้าดักปล้นของมาได้ก็เยอะ ถึงแม้แต่มีเสบียงอาหารติดตัวมา แต่ของเหล่านั้นก็ไม่ได้ทำให้ครอบครัวนี้อิ่มท้องกันเลย 

จนในที่สุดหัวหน้าครอบครัวอย่าง ซอว์นี่ บีน ก็คิดหาแหล่งอาหารใหม่ก็คือ “เนื้อคน” ที่หาง่ายแถมได้สารอาหารครบถ้วน

เมื่อคิดได้แบบนี้แล้ว ในการดักปล้นครั้งต่อไปการฆ่านักเดินทางของ ซอว์นี่ บีน นั้นไม่ใช่นำไปทิ้งทะเล แต่เขาและครอบครัวต่างก็ช่วยกันลากศพนั้นเข้าไปในถ้ำ ชำระเป็นชิ้นๆ เพื่อนำมาปรุงเป็นอาหาร บางชิ้นทาเกลือแล้วแขวนไว้กันเน่า

ส่วนโครงกระดูกจะใช้เกลือทาเพื่อดับกลิ่นแล้วซุกซ่อนเอาไว้ในถ้ำ พวกเขาทำแบบนี้ติดต่อมาเป็นเวลานานโดยที่ไม่มีใครหาตัวเจอ และเนื่องจากนักเดินทางที่เขาฆ่าก็ไม่ใช่คนในพื้นที่ อาชีพดักปล้นจี้ฆ่าคนของเขาและครอบครัวจึงไม่มีปัญหาใดๆ

จนวันหนึ่งกระดูกคนตายมีจำนวนมากขึ้นเต็มพื้นที่ถ้ำ ทำให้ซอว์นี่ บีนต้องขนกระดูกไปทิ้งทะเล แต่ถึงแม้จะนำไปทิ้งไกลขนาดไหนคนแถบชายฝั่งนั้นๆ ก็ดันเห็นกระดูกลอยติดชายหาดอยู่ดี

แน่นอนว่าเรื่องถึงหูเจ้าหน้าที่ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ต้องออกค้นและสืบหาว่ากระดูกที่ลอยมาติดชายฝั่งนี้เป็นของใคร แต่กลับไม่ได้เบาะแสหรือข้อมูลใดๆ แถมเจ้าหน้าที่หลายคนที่ออกปฏิบัติก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

คราวนี้ทางการอังกฤษเข้มงวด ออกคำสั่งให้จับผู้ต้องสงสัยนำไปทารุณเค้นหาความจริง แต่แล้วก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะชาวบ้านที่ถูกจับตัวไปเป็นคนบริสุทธิ์

และเมื่อชาวบ้านระแวกชายฝั่งเจอแบบนี้ก็เกิดความกลัว ต่างก็ย้ายบ้านหนีไปที่อื่น ทำให้แถบชายฝั่งกลับเปลี่ยวร้างและน่ากลัวเป็นทวีคูณ

ขณะเดียวกันครอบครัวของ ซอว์นี่ บีน ก็ขยายวงศ์ตระกูล มีลูกหลานเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก จนกลายเป็นสังคมเล็กๆ เนื่องจากการอยู่ร่วมกันเป็นถ้ำปิด ทำให้พี่น้องในตระกูลเดียวกันสมสูกันเอง และมีลูกออกมาอีกหลายคน

แน่นอนว่าเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกันทุกคนมีภูมิปัญญาต่ำ มีจิตใจวิปริตแปรปรวนผิดปกติและบางคนพิกลพิกาล แต่ถึงแม้ครอบครัวจะใหญ่ขนาดไหน พวกเขาจะไม่กินกันเองเด็ดขาด

และพวกเด็กๆ ที่โตในถ้ำก็ใช้ชีวิตแบบนั้นและกินเนื้อคนอย่างเป็นเรื่องปกติ สำหรับพวกเขาแล้วเรื่องแบบนี้ถือว่าธรรมดามากสำหรับชีวิตพวกเขา

สิ่งที่เด็กๆ ของครอบครัว ซอว์นี่ บีน ได้เรียนรู้ในถ้ำก็คือเทคนิคในการฆ่า การชำแหละเนื้อและการถนอมอาหาร พวกเขาพูดได้เพียงภาษาอย่างพื้นฐานและเห็นคนจากโลกภายนอกเป็นเพียงเป้าหมายในการฆ่าและอาหารเท่านั้น

ในไม่ช้าพวกเด็กก็โตพอจะช่วยงานได้ การปล้นฆ่าของครอบครัวบีนเริ่มทำกันเป็นระบบ งานเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว แม้จะมีกว่า 40 ปากท้องที่ต้องเลี้ยงดู แต่ก็ไม่มีใครในครอบครัวเคยอดเลย

นับตั้งแต่ ซอว์นี่ บีน พาเมียกับลูกมาอยู่ถ้ำชายฝั่งกัลโลเวอร์เป็นเวลายาวนานถึง 25 ปี มีลูกหลานมากมาย ทุกคนอยู่รวมกันในถ้ำใหญ่และหลบซ่อนไม่ปรากฏตัวออกมาให้คนอื่นได้พบเห็น นอกจากเวลาออกล่าเหยื่อมากินเป็นอาหารถึงจะจับกลุ่มตระเวนหาผู้เคราะห์ร้ายบริเวณพื้นที่นั้น

หากมีคนเดินทางจำนวนมากและมีอาวุธครบมือ พวกบีนจะละเว้นไม่เข้าจู่โจม พวกนี้จะเลือกเป้าหมายคนเดินทางเท้าที่มากันไม่เกิน 4-5 คน และเข้าล้อมเอาไว้ก่อนลงมือฆ่าอย่างไม่ปราณีโดยไม่เปิดโอกาสให้หนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว

การกระทำที่โหดร้ายนี้กินเวลายาวนานถึง 25 ปี  จนกระทั่งวันหนึ่ง สามีภรรยาหนุ่มสาวคู่หนึ่งขี่ม้ามาเที่ยวชายหาดกัลโลเวอร์ ขณะผ่านกลุ่มโขดหินใหญ่น้อยติดกับหน้าผา

จู่ๆก็มีกลุ่มคนจำนวนเกือบ 30 คน มีทั้งหญิงชายและเด็กๆ อีกหลายคนรวมอยู่ด้วย ทั้งหมดแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสกปรกขาดวิ่นกรูกันเข้ามารายล้อมสองสามีภรรยาท่าทีประสงค์ร้าย

ในมือแต่ละคนมีอาวุธต่างๆทั้งมีด ขวาน ดาบ สองสามีภรรยาตื่นตระหนก แต่ก็ยังคิดว่าคงเกิดความเข้าใจผิดอะไรสักอย่างเพราะไม่เคยรู้จักหรือพบเห็นคนเหล่านี้มาก่อน แต่ไม่ทันจะพูดอะไรออกมา คนแปลกหน้าเหล่านั้นวิ่งเข้ามาหาแล้วลากตัวสองสามีภรรยาลงจากหลังม้า

สามีซึ่งสะพายดาบมาด้วยซักดาบออกมากวัดแกว่งไม่ให้เข้าถึงตัว แต่ภรรยาป้องกันตัวเองไม่ได้จึงถูกจับตัวเอาไว้ หญิงสาวคนหนึ่งในกลุ่มกระชากผมของเธอจนหน้าหงาย แล้วใช้มีดคมกริบปาดคอทันที

พอเลือดพุ่มออกมาจากบาดแผล หญิงสาวคนนั้นก็ก้มลงดูดเลือดอย่างเอร็ดอร่อยประหนึ่งกำลังดื่มไวน์ชั้นดีก็ไม่ปาน แต่เท่านั้นยังไม่พอ กลุ่มคนร้ายได้ทำการชำแหละท้องและเฉือนร่างภรรยาเป็นชิ้นๆต่อหน้าผู้เป็นสามี

สามีเห็นภรรยาตายต่อหน้าก็รู้ตัวทันทีว่า ถ้าเขาถูกจับตัวเมื่อไหร่เขาคงตายเหมือนภรรยาแน่ จึงหนีไปพลาง สู้ไปพลาง โดยมีพวกผู้ชายท่าทางดุร้ายเหี้ยมเกรียมตามติดไม่ลดละ

และแล้วก็มีกลุ่มคนเดินผ่านมาทางนั้นจึงวิ่งเข้ามาช่วย พวกที่ตามล่าเห็นมีคนจำนวนมากก็พากันวิ่งหนีไป รอดอย่างหวุดหวิด

เมื่อรอดมาได้ สามีก็พาชาวบ้านที่เขามาช่วยติดตามไปยังที่เกิดเหตุ ปรากฏว่ากลุ่มคนลึกลับกลุ่มนั้นหายไปหมดแล้ว เหลือไว้แต่ศพของภรรยานอนอยู่บนหาด

ด้วยความช่วยเหลือจากชาวบ้านกลุ่มนั้นสามีก็ได้ศพภรรยากลับไปและไปแจ้งความแก่เจ้าหน้าที่พร้อมเล่ารายละเอียดที่เกิดขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองทราบเรื่องสามีภรรยาถูกทำร้ายอย่างบ้าคลั่งจนภรรยาเสียชีวิต และกลุ่มชายหญิงกลุ่มนั้นส่อแววว่ามีนิสัยชอบกินเนื้อศพ จึงนำความขึ้นกราบทูลพระเจ้าเจมส์ที่ 1

พระเจ้าเจมส์ที่ 1 มีรับสั่งให้เจ้าหน้าที่ซึ่งมีหน้าที่ดูแลพื้นที่ฝั่งกัลป์โลเวอร์มาเข้าเฝ้าฯ ทรงซักถามรายละเอียดความเป็นไปของพื้นที่ดังกล่าว ได้ความว่า คนพื้นบ้านและคนเดินทางที่ผ่านไปผ่านมาในบริเวณนั้นมักจะหายสาบสูญไปอย่างไร่ร่องรอยเป็นประจำ แต่ไม่สามารถสืบหาสาเหตุได้

จน 4 วันต่อมา พระเจ้าเจมส์ที่ 1 มีคำสั่งให้จัดทหารกว่า 400 คน ออกไปค้นหากลุ่มคนลึกลับกลุ่มนั้น โดยเสด็จคุมกองทหารด้วยตัวพระองค์เอง โดยมีสามีที่สูญเสียภรรยาเป็นผู้นำทาง

พระเจ้าเจมส์และกองทหารไปถึงบริเวณกัลโลเวอร์ซึ่งเป็นสถานที่เปลี่ยว ทรงรับสั่งให้เหล่าทหารกระจายค้นหาแหล่งซุกซ่อนของกลุ่มคนดังกล่าวอย่างละเอียด ทหารมีสุนัขล่าเนื้อพันธุ์บลัดฮาวด์มาด้วยเพื่อช่วยค้นหาแหล่งซุกซ่อนกลุ่มคนเหล่านั้น 

สุนัขไต่ขึ้นไปบนโขดหินสลับซับซ้อนที่แผ่ขยายไปตลอดหน้าผาชายฝั่ง ในที่สุดมันก็ส่งเสียงเห่าไม่หยุดแสดงว่าได้เห็นคนแปลกหน้า

พวกทหารจึงป่ายปีนไปตามเสียงเห่าและก็พบว่ามีถ้ำขนาดใหญ่อำพรางอยู่ในซอกหลืบของโขดหิน เมื่อทหารบุกเข้าถ้ำเห็นกระดูกแขนขา ซี่โครงและหัวกะโหลกคนสุมอยู่เป็นกองพะเนินพร้อมเสื้อผ้าสิ่งของเครื่องใช้ อีกทั้งเนื้อคนดองเกลือตากแห้งแขวนอยู่ข้างบน

และภายในถ้ำนั้นเองก็ปรากฏกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งมีทั้งชายหญิงและเด็กที่ท่าทางโกรธเกรี้ยวและหวาดกลัว

ชายสูงอายุหนวดเครารุงรังที่อยู่หน้ากลุ่มก็คือ ซอว์นี่ บีน จากกองกระดูกมนุษย์ที่มากมาย เป็นหลักฐานแสดงว่า ซอว์นี่ บีน และครอบครัวได้ล่ามนุษย์เอามากินเนื้อมานานมาก จนไม่สามารถประมาณว่ามีคนตกเป็นเหยื่อของครอบครัวนี้กี่ราย

พระเจ้าเจมส์ที่ 1 ทรงมีคำสั่งให้จับกุมครอบครัวนี้ให้หมดทุกคนเพื่อไปพิจารณาโทษและให้ทหารฝังกองกระดูกและส่วนต่างๆ ของมนุษย์เสีย

ครอบครัวตระกูลบีนถูกนำตัวมากักขังไว้ที่ลิธ หลังจากสอบสวนแล้ว ซอว์นี่ บีนและลูกหลานๆสารภาพว่าได้ล่าและกินคนมาเป็นระยะเวลายาวนานถึง 25 ปีติดต่อกัน 

เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพพร้อมหลักฐานเป็นกระดูกมนุษย์ จึงไม่จำเป็นต้องนำตัวทุกคนมาพิจารณาความผิดในศาลอีกต่อไป จนมีคำสั่งให้พิพากษาโทษประหารชีวิตซอว์นี่ บีน และครอบครัว โดยให้พวกผู้ชายต้องถูกหั่นร่างเป็นท่อนๆ ส่วนลูกสาวและเด็กต้องถูกเผาทั้งเป็น

ในวันประหารชีวิตครอบครัวตระกูลบีน มีประชาชนสก็อตแลนด์และชาวอังกฤษมามุงดูกันแน่น ซอว์นี่ บีนและบันดาลูกๆทุกคนไม่มีใครสำนึกผิดแม้แต่น้อย

ระหว่างถูกนำตัวไปที่ประหาร พวกบีนตะโกนด่าคนดูวาระสุดท้ายด้วยถ้อยคำที่หยาบคายพร้อมสาปแช่งให้ลงนรกทุกคนตราบหมดลมหายใจ เป็นอันสิ้นสุดคนกินคนแห่งสก็อตแลนด์..

อ่านเรื่อง คดีฆาตกรรมครอบครัวกอนซาเลซ ได้ที่นี่

สนับสนุน โดย Joker Slot , Sa game , Sexy Game , Joker Game , UFABET 72 , Esport , Sa gaming , Sexy gaming , Sa gaming , joker gaming , Joker slot  , Slot game , Joker slot , Joker slot

Categories
Uncategorized

คดีฆาตกรรมครอบครัวกอนซาเลซ

คดีฆาตกรรมครอบครัวกอนซาเลซ

คดีฆาตกรรมครอบครัวกอนซาเลซ สมาชิกของครอบครัวกอนซาเลซ ถูกพบว่า เป็นศพอยู่ภายในบ้านโดยลูกชายคนโตวัย 21 ปี เป็นคนโทรแจ้งตำรวจ

แต่จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุและพยานแวดล้อม รวมไปถึงการสอบปากคำของเซฟลูกชายของบ้านนี้ ทำให้พบพิรุธหลายอย่าง จนนำไปสู่การจับกุม พร้อมกับเปิดเผยเรื่องราวที่น่าตกใจ เมื่อลูกชายกลับกลายเป็นคนร้ายสังหารพ่อแม่และน้องสาวของตัวเอง…

เดิมทีครอบครัวนี้ เป็นชาวฟิลิปปินส์ทำธุรกิจโรงแรมขนาด 40 ห้องพักที่ประเทศฟิลิปปินส์ แต่ต่อมา เมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหวเมื่อปี 1990 เท็ดดี้และ แมรี่ ก็ได้อพยพครอบครัวไปอยู่ที่ประเทศออสเตรเลียพร้อมลูก ๆ ทั้งสองคน เซฟ และโคลดีน

เท็ดดี้ ได้เริ่มต้นประกอบอาชีพทนายความเกี่ยวกับคนเข้าเมือง และเปิดสำนักทนายความเป็นของตัวเอง จนมีฐานะครอบครัวกอนซาเลซเ ป็นครอบครัวที่อบอุ่นมีความใกล้ชิดกัน และค่อนข้างจะเคร่งศาสนา และตั้งความหวังเกี่ยวกับอนาคตของลูก ๆ ไว้สูง

เด็ก ๆ จึงถูกเลี้ยงดูมาอย่างเข้มงวด เท็ดและแมรี่คาดหวังว่า เซฟจะต้องเรียนเก่ง แต่ความเป็นจริงแล้ว เค้าไม่ได้เป็นเด็กที่เรียนดีเลย ทางด้านโคลดีนน้องสาวของเซฟ ก็ถูกส่งไปเรียนที่เมลเบิร์น เพราะแม่ไม่ชอบแฟนหนุ่มของเธอจึงจับทั้งคู่แยกจากกัน

คดีฆาตกรรมครอบครัวกอนซาเลซ

เซฟมักจะชอบโกหก เพื่อให้คนอื่นเกิดความประทับใจ หลายคนกล่าวว่าเซฟมักจะหลงตัวเอง เรื่องที่โกหก ก็เช่นบอกว่า เค้ากำลังจะทำธุรกิจ และโกหกเป็นจริงเป็นจัง จนมีหลายคนเชื่อ

นอกจากนี้ ยังบอกกับเพื่อน ๆ ว่าตัวเองเป็นมะเร็งอีกด้วย เซฟมักจะปกปิด และปลอมแปลงผลการเรียน แต่ต่อมา เมื่อพ่อกับแม่รู้ ก็ได้ขู่ว่าจะยึดรถไว้ไม่ให้ใช้

ขณะเดียวกัน เซฟก็มีปากเสียงกับผู้เป็นแม่ เพราะไม่ชอบแฟนสาวของลูกชาย เซฟมีความคิดที่จะฮุบทรัพย์สินทุกอย่างของครอบครัว และนี่เอง มันก็เป็นแรงจูงใจ ที่ทำให้เค้าลงมือสังหารพ่อแม่และน้องสาวของตัวเอง

เหยื่อรายแรก… โคลดีน น้องสาววัย 18 ปีในวันที่ 10 กรกฎาคม ปี 2001 เวลาประมาณ 16.30 น. เซฟ กอนซาเลซ ได้เข้าไปในห้องนอนของโคลดีนน้องสาว ซึ่งกำลังอ่านหนังสืออยู่ โดยมาพร้อมกับไม้เบสบอลและมีดที่เอามาจากในครัว 2 เล่ม

เซฟลงมือบีบคอน้องสาว แล้วใช้ไม้เบสบอลกระหน่ำตีเข้าที่ศีรษะ 5-6 ครั้งแล้วใช้มีดจ้วงแทงเข้าตามร่างกายอีกหลายแห่ง โดยเธอถูกแทงเข้าที่คอจำนวน 5 ครั้ง และบาดแผลถูกแทง 2 ครั้งที่หน้าอกและหน้าท้อง

รอยเลือดและชิ้นส่วนสมอง กระจายติดตามผนังและพื้นห้องเต็มไปหมด สาเหตุของการตายของโคลดีนคือ การถูกบีบรัดที่ลำคอ การบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรงจากการถูกกระแทก และ บาดแผลถูกแทงเข้าที่ท้อง

เหยื่อรายที่สอง… แมรี่ ผู้เป็นแม่วัย 43 ปีแมรี่กลับมาถึงบ้านในเวลาประมาณ 17.30 น. และทันทีที่เข้าบ้านเซฟก็จู่โจมเธอด้วยมีดทำครัวภายในห้องนั่งเล่น เซฟแทงเธอหลายครั้งที่ใบหน้า ลำคอ หน้าอก และหน้าท้อง โดยหลอดลมถูกตัดขาดจนทำให้เสียชีวิต

เหยื่อรายที่สาม… เท็ดดี้ ผู้เป็นพ่อวัย 46 ปีเท็ดดี้มาถึงบ้านประมาณ 18.00 น. หลังจากที่เข้ามาภายในบ้านไม่นาน เซฟก็เข้าจู่โจมเค้าด้วยมีด โดยแทงตามร่างกายหลายแห่ง รวมไปถึง บาดแผลถูกแทงทะลุปอดข้างขวาและหัวใจ

คดีฆาตกรรมครอบครัวกอนซาเลซ

หลังจากที่ลงมือฆ่าสมาชิกในครอบครัวครบทุกคนแล้ว เซฟก็เอามีดและไม้เบสบอล ที่ใช้เป็นอาวุธในการสังหาร รวมไปถึงเสื้อผ้าและรองเท้าเปื้อนเลือดที่สวมใส่ขณะลงมือไปทำลาย

นอกจากนี้ เค้ายังได้พ่นคำว่า #Fuck_off_Asians_KKK# บนผนังของบ้าน เพื่อเบี่ยงประเด็น ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจคิดว่า คนที่ลงมือเป็นพวกเหยียดเชื้อชาติ

จากนั้น เซฟ กอนซาเลส ก็ขับรถไปที่บ้านเพื่อนเวลาประมาณ 2 ทุ่ม แล้วชวนแซม (เพื่อนซึ่งไม่ได้รู้เลยว่าเซฟเพิ่งจะสังหารคนในครอบครัวมาหยก ๆ มาทำทีชวนไปเที่ยวเพื่อ ให้เป็นพยานว่าอยู่ด้วยกัน) ไปที่ Planet Hollywood แล้วก็ไปเล่นเกมส์ที่ร้านเกมส์แถวนั้น

หลังจากไปส่งเพื่อนเสร็จ เซฟก็กลับมาที่บ้าน แล้วโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าทุกคนในบ้านถูกฆ่าตาย และเค้าเองก็ได้ต่อสู้กับคนร้ายด้วย

เซฟ กอนซาเลส ได้เรียกความเห็นอกเห็นใจจากทุกคนหลังจากที่เขาร้องเพลง One Sweet Day ที่งานศพของพ่อแม่และน้อง หลังจากนั้นเค้าก็ไปออกรายการโทรทัศน์เพื่อขอให้ฆาตกรออกมามอบตัว

โดยกล่าวว่า เค้าต้องการความยุติธรรมให้กับครอบครัว และเสนอรางวัล 100,000 ดอลลาร์สำหรับเบาะแสที่นำไปสู่การจับกุม

อย่างไรก็ตาม ตำรวจที่สอบสวนคดีนี้เริ่มเชื่อว่า เซฟนี่แหละเป็นคนร้ายเพราะจับพิรุธได้ว่าเค้าโกหกหลายเรื่อง

ครั้งแรกในเดือนธันวาคม ตำรวจสามารถจับโกหกของเค้าได้ เมื่อได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า เห็นรถของเซฟวิ่งบนถนนในช่วงเวลาที่เค้าอ้างว่าต่อสู้กับคนร้าย

ครั้งที่สอง เซฟอ้างว่า ไปเที่ยวที่ซ่องในช่วงที่เกิดเหตุ แต่ต่อมา หญิงบริการที่เค้าจ้างให้มาเป็นพยานยืนยันว่าเซฟซื้อบริการของเธอก็รับสารภาพกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

นอกจากนี้ยังพบว่า เซฟเองยังสร้างอีเมลล์ปลอมส่งไปที่บริษัทของเท็ดดี้ผู้เป็นพ่อ เกี่ยวกับการข่มขู่และลักพาตัว

และเซฟยังได้วางเงินมัดจำในการซื้อรถเลกซัสเป็นเงิน 173,000 $ พร้อมกับบอกโชว์รูมว่า เดี๋ยวเค้าจะเอารถของพ่อกับแม่ไปขาย แล้วก็จะเอาเครื่องประดับของแม่ไปจำนำเพื่อนำเงินมาจ่ายส่วนที่เหลือ

ในวันที่ 13 มิถุนายน ปี 2002 หลังจากมีการพบว่าเค้าโกหก 2 ครั้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ทำการจับกุมเซฟ กอนซาเลส พร้อมทั้งตั้งข้อหาฆาตกรรมสามข้อหาโดยควบคุมตัวไว้ที่เรือนจำในซิลเวอร์วอเตอร์

เค้าถูกห้ามไม่ให้เข้าไปในบ้านของครอบครัว เพื่อพิทักษ์มรดกเอาไว้ก่อน การพิจารณาคดีเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2002

นอกเหนือจากแรงจูงใจดังกล่าวข้างต้น ก็ได้มีการเปิดเผยว่า เซฟ กอนซาเลซ ได้วางแผนการฆาตกรรมเป็นเวลาหลายเดือนก่อนที่จะลงมือ

โดยในตอนแรก เค้าตั้งใจจะวางยาพิษทุกคน ด้วยพืชมีพิษที่ค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต การไต่สวนยังพบว่า เค้าโกหกเพื่อน ครอบครัว และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำคดีฆาตกรรมของครอบครัวกอนซาเลซเอาไว้หลายเรื่อง

การตัดสินของศาล ในวันที่ 20 พฤษภาคม ปี 2004 คณะลูกขุนพบว่า เซฟ กอนซาเลส มีความผิดจริงในข้อหาฆาตกรรม และถูกตัดสินให้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต โดยเค้าเป็นนักโทษที่อายุน้อยที่สุดที่ถูกตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต

คดีดังกล่าว นับได้ว่า เป็นคดีฆาตกรรมที่โด่งดังที่สุดของประเทศออสเตรเลียคดีหนึ่งเลยทีเดียว

คดีฆาตกรรมครอบครัวกอนซาเลซ

อ่านเรื่องอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ : dark-storys.com

สนับสนุน โดย Joker Slot , Sa game , Sexy Game , Joker Game , UFABET 72 , Esport , Sa gaming , Sexy gaming , Sa gaming , joker gaming , Joker slot  , Slot game , Joker slot , Joker slot

Categories
Uncategorized

Hello world!

Welcome to WordPress. This is your first post. Edit or delete it, then start writing!