Categories
Uncategorized

Sagawa Issei มนุษย์กินคน

Sagawa Issei มนุษย์กินคน

Sagawa Issei มนุษย์กินคน

สำหรับคนที่ไม่รู้จัก หากบังเอิญเดินสวนกับชายชาวญี่ปุ่น ที่ชื่อว่า ซากาวะ อิซเซ ก็คงไม่คิดอะไรเกี่ยวกับเขามากไปกว่า

ชายร่างเล็กที่ดูเหมือนจะสุขภาพไม่ดีนัก หรือบางทีอาจจะไม่ทันสังเกตเห็นเขาเสียด้วยซ้ำ เพราะจากภายนอก เขาแทบดูไม่ต่างอะไรจากลุงญี่ปุ่นหลายๆ คนที่เดินผ่านไปผ่านมา

แต่ความจริงแล้ว เขาก็จัดว่าเป็นคนดังในแวดวงคนที่สนใจเรื่องของเขา เพราะซากาวะ อิซเซ คือชายที่ ฆ่าและกินเนื้อคน แล้วยังลอยหน้าลอยตาในสังคมอยู่ได้

ซากาวะ เกิดในปี 1949 ในจังหวัดเฮียวโกะ ในครอบครัวของผู้มีอันจะกิน แต่เพราะความที่เขาเกิดก่อนกำหนด บวกด้วยโรคลำไส้ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ทำให้เขาเติบโตมาโดยต้องรับการรักษาพยาบาลตลอด

แพทย์บอกว่าเขาอาจจะอยู่ได้ไม่นานนัก แต่สุดท้ายเขาก็โตขึ้นมาได้ โดยเมื่อเขาโตเป็นหนุ่ม เขาก็สูงเพียง 152 เซนติเมตรและหนักเพียง 35 กิโลกรัม

ด้วยสภาพร่างกายที่เจ็บกระเสาะกระแสะ ทำให้เขากลายเป็นคนเงียบ ๆ เก็บตัว สนใจในวรรณกรรมและดนตรีคลาสสิก

แต่ที่ฝังลึกในใจของเขาคือเรื่องเล่านิทานต่าง ๆ ที่พ่อของเขาเล่าให้ฟัง เกี่ยวกับแม่มดที่ล่อลวงเด็ก ๆ ไปและจับมาทำกินเป็นอาหาร

ซึ่งก็คงทำให้เกิดแฟนตาซีขึ้นมาในใจของเขา และเขาก็บอกในภายหลังว่าเขาเริ่มสนใจเรื่องการกินเนื้อคน หลังจากเห็นขาอ่อนของผู้ชายเมื่อตอนเรียนประถม

และในวัยเด็ก เขายังเคยประกอบกามกิจกับสุนัขอีกด้วย ซึ่งตั้งแต่เรียนมัธยม เขาก็ต้องเข้าพบจิตแพทย์เป็นระยะๆ แต่เขาก็สามารถศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาชื่อดังได้

เมื่ออายุ 23 ปี เขาก็ได้ก่อคดีขึ้นเป็นครั้งแรก ด้วยการแอบตามหญิงสาวชาวเยอรมันผมทองในโตเกียวไปที่อพาร์ตเมนต์ของเธอ

และพอเธอหลับ เขาก็แอบเข้าไปในห้องของเธอ โดยมีเป้าหมายที่จะเฉือนเอาเนื้อของเธอกลับไปกินที่บ้าน

แต่พลาดเธอรู้สึกตัวก่อนและขัดขืน ทำให้เขาถูกตำรวจจับในข้อหาพยายามข่มขืน

โดยเขาก็ไม่ได้บอกตำรวจว่าจริงๆ แล้ว เขาต้องการที่จะกินเนื้อของเธอมากกว่า ถึงจะถูกจับกุม แต่ด้วยเส้นสายและเงินของพ่อเขา ทำให้ไม่ได้รับโทษอะไร

ในที่สุดเขาก็ต้องออกจากบ้านเกิดเพื่อไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่ฝรั่งเศส ซึ่งก็คงไม่มีใครคิดว่า จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเขาไป

ในวันที่ 11 มิถุนายน 1981 เมื่อเขาอายุได้ 32 ปี และกำลังศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์

เขาก็ได้ชวนเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่เป็นหญิงสาวชาวดัตช์ วัย 25 ปี ชื่อ Renée Hartevelt มาที่บ้าน

โดยอ้างว่ามาช่วยกันทำการบ้าน เรเน่เป็นผู้หญิงที่สวย สูงสง่า ซึ่งทำให้เธอตกเป็นเป้าหมายของเขา

เพราะด้วยความที่ตัวเองเป็นชายแค่แคระแกรนอัปลักษณ์ ในใจเขาจึงแอบอิจฉาหญิงสาวที่มีความงดงาม เพราะคิดว่าตัวเองต้องการ พลัง จากหญิงสาวที่สมบูรณ์

ขณะที่เธอกำลังอ่านงานประพันธ์อยู่นั้น เขาก็เอาปืนที่ซ่อนไว้ออกมา และยิงเธอจากด้านหลังเข้าไปที่ต้นคอ ทำให้เธอเสียชีวิตทันที

ส่วนเขาเองก็ตกใจจนสลบไป แล้วค่อยตื่นมาข่มขืนศพของเธอ เขาพยายามจะกัดเนื้อสะโพกของเธอ

แต่เนื้อคนก็แข็งกว่าที่คิด และแม้จะใช้มีดปอกผลไม้ก็ไม่เป็นผลอะไร เขาเลยออกไปซื้อมืดแล่เนื้อโดยเฉพาะมา แล้วค่อยๆ แล่เนื้อเธอมากินดิบๆ

และหลังจากนั้นก็ใช้เวลาสองวัน ค่อยๆ ปรุงอาหารจากเนื้อของเธอ และส่วนที่เหลือเขาก็หั่นออกเป็นชิ้นๆ เก็บเฉพาะส่วนที่เขาชอบแช่ตู้เย็นไว้ และถ่ายรูปเก็บไว้ระหว่างขั้นตอนต่าง ๆ

แต่ด้วยอากาศเดือนมิถุนายนในปารีสนั้นร้อนเกินไป ทำให้ศพส่วนที่เหลือเริ่มส่งกลิ่น เขาจึงเอาร่างของเธอใส่ลงในกระเป๋าเดินทางสองใบ พยายามเอาศพของเธอไปทิ้งที่ทะเลสาบในสวนสาธารณะ

แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนตัวเล็ก การลากกระเป๋าสองใบที่มีศพอยู่ ก็เป็นเรื่องยากลำบาก และทำให้ดูมีพิรุธ จนถูกตำรวจจับกุมได้ขณะก่อเหตุ

เขาติดคุกโดยไม่ถูกฟ้องอยู่สองปีแล้วจึงค่อยถูกไต่สวน แต่ครอบครัวของเขาก็เตรียมทนายความขั้นดีไว้ และศาลฝรั่งเศสก็พิจารณาว่าเขาวิกลจริต ไม่สามารถสู้คดีได้ จึงส่งให้ไปรักษาตัวในโรงพยาบาลจิตเวชสำหรับอาชญากรแทน

ซึ่งก็สร้างความเดือดดาลให้กับชาวฝรั่งเศสที่ต้องเสียภาษีเพื่อเลี้ยงดูคนแบบเขา ทำให้เขาถูกส่งตัวกลับประเทศเพื่อไปรักษาตัวในปี 1984

แต่กลับกลายเป็นว่าเมื่อเขากลับมารักษาตัวต่อที่ประเทศญี่ปุ่น จิตแพทย์ญี่ปุ่นตัดสินใจว่าเขาไม่ได้วิกลจริต และแรงบันดาลใจในการกระทำความผิดของเขาคือ ‘ความต้องการทางเพศที่ผิดปกติ’

แต่เนื่องจากทางการฝรั่งเศสไม่ได้สั่งฟ้องเขาทำให้ไม่สามารถส่งเอกสารต่อมาที่ประเทศญี่ปุ่นได้ เขาจึงกลายเป็นอิสระ ไม่ต้องรับโทษใด ๆ ทั้งสิ้น

แค่การที่เขาไม่ต้องรับโทษทัณฑ์อะไรก็เป็นเรื่องน่าเศร้า โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงครอบครัวผู้เสียชีวิต แต่มันก็ยิ่งชวนสลดหนักขึ้นไปอีก เมื่อเขากลายมาเป็นคนดังในวงจำกัด มีคนติดตาม

แน่นอนว่าแม้จะมีเสียงประณาม แต่ด้วยความขี้สงสัยของคน ก็ทำให้เขาถูกสัมภาษณ์เพื่อทำสารคดี ถูกโปรดิวเซอร์ชื่อดังในเรื่องอื้อฉาวอย่าง เทอรี่ อิโต้ ชวนไปเล่นหนังเอวี

โดยไม่ได้บอกนักแสดงหญิงก่อนว่าเขาเป็นใคร และยังออกไปเสวนาตามงานต่างๆ รวมถึงเขียนหนังสือออกมาหลายเล่ม และเคยมีคอลัมน์ประจำอีกด้วย

แต่ต่อมาเขาก็ค่อยๆ สูญเสียงานที่มีไป เพราะเรื่องเดิมๆ ก็ใช่ว่าจะขายได้ตลอดไป

พอเข้าช่วงปี 2000 ก็ไม่มีงานเป็นหลักแหล่งและผลาญเงินที่มีมาจนเป็นหนี้เป็นสิน

ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้าย ที่พ่อของเขาเสียชีวิตในปี 2005 และแม่ของเขาก็ฆ่าตัวตายตามในวันถัดมา ทำให้แม้เขาจะถูกห้ามไม่ให้ไปร่วมงานศพ แต่ก็ได้เงินมรดกมาล้างหนี้ที่มีได้

หลังจากนั้นเขาก็พยายามเขียนหนังสือหลายเล่ม แต่ก็ไม่มีใครตีพิมพ์ พยายามหางานแต่ก็ไม่มีใครรับเข้าทำงานเลย บางช่วงเขาก็ต้องอาศัยเงินเลี้ยงดูของรัฐ แต่ก็ยังคงถูกสัมภาษณ์เป็นระยะ

ช่วงประมาณก่อนปี 2010 เพราะเห็นเขาเขียนรูปของดาราสาวหลายราย กลายเป็นว่า เขาเลิกสนใจสาวตะวันตกผมบลอนด์แล้ว หันมาหลงใหลสาวญี่ปุ่นแทน โดยเฉพาะสาวโอกินาว่า

และชื่นชอบดาราหลายรายเช่น Yada Akiko หรือ Ueto Aya ซึ่งเขาก็เขียนรูปเหมือนพวกเธอ พร้อมทั้งบรรยายว่า คนไหนตรงไหนน่าอร่อยไปด้วย ดูไปก็รู้สึกสะอิดสะเอียน

แถมเขายังบอกว่า ที่ผ่านมา เขาสามารถสะกดความต้องการในการฆ่าคนได้ ด้วยการสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง แต่พอเขาแก่ตัวลงแล้ว เกิดอาการไม่สู้ขึ้นมา เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าจะทนได้แค่ไหนกัน

แม้เขาจะบอกว่า การที่เขาต้องหากินด้วยอาศัยชื่อเสียจากการเป็นมนุษย์กินคนก็เป็นการลงทัณฑ์ให้เขาได้รับความทรมานแล้ว

แต่ไม่ว่าจะคิดกี่ครั้ง การที่เขาเอาตัวรอดมาได้ ด้วยอำนาจเงินของครอบครัว กลายมาเป็นคนมีชื่อเสียง และหากินจากอาชญากรรม ที่เขาก่อ โดยที่เหยื่อมิได้รับความยุติธรรม

ก็ได้แต่สงสัยว่า เขาได้รับผลของการกระทำของตัวเองแล้วจริงหรือ…

อ่านเรื่อง คดีฆาตกรรมเชอรี่ แอน ได้ที่นี่

สนับสนุน โดย Joker Slot , Sa game , Sexy Game , Joker Game , UFABET 72 , Esport , Sa gaming , Sexy gaming , Sa gaming , joker gaming , Joker slot  , Slot game , Joker slot , Joker slot

Categories
Uncategorized

คดีฆาตกรรมเชอรี่ แอน

คดีฆาตกรรมเชอรี่ แอน

คดีฆาตกรรมเชอรี่ แอน

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2529 น.ส.เชอร์รี่แอน ดันแคน เด็กสาววัย 16 ปี ลูกครึ่งไทยอเมริกัน ได้หายตัวไป ขณะกลับบ้านหลังเลิกเรียน

ซึ่งญาติได้เข้าแจ้งความคนหาย ที่สน.พระโขนง

วันเวลาล่วงเลยไป 3 วัน มีคนพบศพเชอร์รี่แอน ที่บริเวณป่าดงแสม ต.บางปูใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตั้งประเด็นการเสียชีวิตว่าอาจจะถูกคนร้าย ลวงมาฆ่า ชิงทรัพย์และข่มขืน

กระบวนการสอบสวน เริ่มจากการสืบค้นข้อมูล ประวัติของเชอร์รี่แอนประติดประต่อกัน จนสามารถโยงไปถึงตัวคนใกล้ชิดได้ แต่ไม่มีความคืบหน้าใด ๆ และนักข่าวในตอนนั้นติดตามคดีนี้กันอย่าง

หนึ่งเดือนถัดมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ พุ่งเป้าไปที่เสี่ยวินัย ผู้อุปการะ และมีความสัมพันธ์พิเศษกับเชอร์รี่แอน

จากการสอบสวนพบว่า ทั้งคู่เคยมีปัญหาไม่ลงรอยกัน เนื่องจากเชอร์รี่ แอน มีหนุ่มรุ่นเดียวกัน มาชอบพอ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยานปากสำคัญเป็นคนขับรถสามล้อ อ้างว่า เห็นชายกลุ่มหนึ่ง อุ้มเชอร์รี่แอน ออกมาจากบ้านของเสี่ยวินัย 

ซึ่งต่อมา ชายกลุ่มดังกล่าว ถูกจับกุมพร้อมเสี่ยวินัย เจ้าหน้าที่ตำรวจ แถลงการจับกุม ประกอบด้วย

1. นายรุ่งเฉลิม หรือ เฮาดี้ กนกชวาลชัย 2. นายพิทักษ์ ค้าขาย  3. นายกระแสร์ พลอยกลุ่ม และ 4. นายธวัชชัย กิจประยูร

ในตอนนั้นสังคม สื่อมวลชนรุมประณาม การกระทำของผู้ต้องหา ตกเป็นจำเลยของสังคม

ต่อมาอัยการสั่งฟ้อง 4 ผู้ต้องหา ส่วนเสี่ยวินัยรอดเพราะหลักฐานไม่เพียงพอ ศาลชั้นต้นพิพากษาตัดสินประหารชีวิตจำเลยทั้ง 4

แต่ญาติเดินหน้าต่อสู้คดี โดยการยื่นอุทธรณ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์ พิพากษา ยกฟ้องจำเลยทั้งหมด แต่ให้ขังระหว่างรอฎีกาอีก 6 ปี 

จนกระทั่งในปี 2536 ศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าทั้งหมดเป็นผู้บริสุทธิ์ และไม่มีความผิดใด ๆ 

แต่เรื่องที่น่าเศร้าสำหรับคดีนี้คือ นายรุ่งเฉลิม เสียชีวิตในคุกด้วยโรคหัวใจวาย ก่อนที่ศาลจะตัดสิน

ส่วนนายพิทักษ์และนายธวัชชัย หลังถูกปล่อยตัวออกมา ก็เสียชีวิตจากโรคที่ติดมาจากเรือนจำ ส่วนนายกระแสร์ก็พิการ เนื่องจากกระดูกสันหลังร้าว

จากการรื้อคดี เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามสามารถจับกุมคนร้ายตัวจริงได้ คือนายสมัคร ธูปบูชาการ และนายสมพงษ์ บุญฤทธิ์ ผู้ต้องหารับสารภาพทุกข้อกล่าวหา ศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

ส่วนผู้จ้างวานฆ่าเป็นสาวตระกูลดัง ซึ่งศาลชั้นต้น ตัดสินประหารชีวิต แต่ต่อสู้คดีทั้งชั้นอุทธรณ์ และฎีกาตามลำดับ กระทั่งศาลฎีกายกฟ้อง เนื่องจาก หลักฐานไม่เพียงพอ

สุดท้าย คดีเชอร์รี่แอน 4 ผู้ต้องหา ตกเป็นจำเลยของสังคม เป็นแพะติดคุกกว่า 6 ปี

ซึ่งศาลพิพากษาสั่งให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายรวม 38 ล้านบาท

คดีส่งผลให้ต่อมา มีการตราพ.ร.บ. ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและ ค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544

ส่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ลงโทษข้าราชการตำรวจที่มีส่วนกระทำผิดวินัยร้ายแรง ปั้นพยานเท็จ คนขับสามล้อที่มาให้การเท็จ ศาลพิพากษาจำคุก 8 ปี 

ทั้งนี้คดีเชอร์รี่แอน ไม่ใช่เพียงเป็นคดีประวัติศาสตร์ แต่ยังถือเป็นบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ ของวงการตำรวจไทยอีกด้วย…

อ่านเรื่อง เรื่องหลอน อันเนลีส มิเชล หญิงสาวผู้ถูกผีเข้าสิงจนตาย ได้ที่นี่

สนับสนุน โดย Joker Slot , Sa game , Sexy Game , Joker Game , UFABET 72 , Esport , Sa gaming , Sexy gaming , Sa gaming , joker gaming , Joker slot  , Slot game , Joker slot , Joker slot

Categories
Uncategorized

เรื่องหลอน อันเนลีส มิเชล

เรื่องหลอน อันเนลีส มิเชล หญิงสาวผู้ถูกผีเข้าสิงจนตาย

เรื่องหลอน อันเนลีส มิเชล หญิงสาวผู้ถูกผีเข้าสิงจนตาย

เรื่องราวแปลก ๆ ลี้ลับบนโลกนั้นมีเยอะมาก บางมีมานานก่อนเราจะเกิดซะอีก และนี่คือเรื่องราวของ “อันเนลีส มิเชล” เป็นเรื่องจริงและรู้จักกันดี ในต่างประเทศ

อันเนลีส มิเชล เกิดเมื่อวันที่ 21 กันยายน ค.ศ. 1952 ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งทางตอนใต้ของเยอรมนี

เธอเป็นลูกคนที่ 2 ของโจเซฟกับอันนา มิเชล และมีพี่น้องผู้หญิงอีก 4 คน พ่อและแม่ของเธอเป็นคาธอลิกที่เคร่งครัดขนาดหนัก

ย้อนกลับไป ในปี 1948 ก่อนอันเนลีสเกิด 4 ปี อันนาเกิดตั้งท้องนอกสมรส สร้างความเสื่อมเสียให้วงศ์ตระกูลอย่างยิ่ง

ว่ากันว่า ครอบครัวถึงกับบังคับให้เธอสวมชุดดำเพื่อไว้ทุกข์ให้แก่ศีลธรรมของตนเองในวันแต่งงาน และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา ความรู้สึกผิดต่อบาปกรรมที่ทำไปในครั้งนั้นก็ไปตกอยู่กับ อันเนลีส ซึ่งเป็นลูกคนที่ 2

อันนาใช้ความผิดพลาดของตนเป็นบทเรียนสอนสั่งอันเนลีสให้ตระหนักถึงผลกรรมของการทำบาปไม่เว้นแต่ละวัน และยังกระตุ้นให้ลูกสวดมนต์ ขอพร ชำระบาปอย่างสม่ำเสมอ โดยหวังว่ามันจะเป็นการล้างบาปให้ตนได้

ยิ่งเมื่อลูกสาวคนโตเสียชีวิตในอีกไม่กี่ปีต่อมา ซึ่งในขณะนั้นอันเนลีสอายุได้ 4 ขวบ ก็ยิ่งทำให้ความรู้สึกผิดในหัวใจของอันเนลีสทวีคูณติดเป็นเงาตามตัว

ในช่วงวัยรุ่น ขณะที่เด็กหนุ่มสาวกำลังเริงร่าอยู่กับเสรีภาพและสนุกสนานตามวัย อันเนลีสกลับต้องใช้เวลาทุกค่ำคืนหลับนอนบนพื้นหินแข็งๆ

เพราะเชื่อว่านั่นจะเป็นการไถ่บาปแทนพวกจรจัด ติดยา บาปหนา ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปตามที่สาธารณะต่างๆ แม้ว่าตัวเธอเองจะไม่รู้จักกับคนพวกนั้นแม้แต่น้อย

ในปี 1968 อันเนลีสอายุได้ 16 ปี เธอเกิดอาการสั่นอย่างรุนแรง พ่อแม่ของเธอจึงตัดสินใจรักษาเธอโดยแพทย์สมัยใหม่ ซึ่งผลการวินิจฉัยระบุว่าเธอเป็นโรคลมบ้าหมูชนิดร้ายแรง

เธอได้เข้ารับการรักษาแต่อาการของเธอก็ไม่ดีขึ้น ซึ่งตลอด 5 ปีหลังจากนั้น เธอเดินเข้าเดินออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น มียาหลายชนิดที่สั่งจ่ายให้เธอ 

แต่ไม่ว่าจะเป็นยาตัวไหนก็ไม่สามารถช่วยให้เธอหายขาดจากอาการชักได้เลย 

การแพทย์แผนปัจจุบันที่ล้มเหลวบวกรวมกับความเชื่อทางศาสนาที่เคร่งครัดอยู่เป็นทุน ส่งผลให้อันเนลีสเริ่มเชื่อว่าตัวเองถูกภูตผีปีศาจร้ายเข้าสิง

เธอบอกใครๆ ว่า เธอเห็นใบหน้าปีศาจร้ายอยู่รายรอบและเธอได้ยินเสียงสาปแช่งของพวกมัน นอกจากนั้นเธอยังแสดงอาการแปลกๆ อีกหลายอย่าง

เช่น ระหว่างเดินทางแสวงบุญ หญิงชราที่ร่วมเดินทางบอกว่า เธอเห็นอันเนลีสหลบเลี่ยงที่จะเดินผ่านรูปภาพพระเยซู ปฏิเสธที่จะดื่มน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ภายในโบสถ์

อีกทั้งเธอยังได้กลิ่นผีชั่วเหม็นสาบสางจากร่างของอันเนลีส แน่นอนว่าทั้งหมดนั้นทำให้โจเซฟและอันนาซึ่งพร้อมที่จะเชื่ออยู่แล้ว ยิ่งมั่นใจว่าลูกสาวถูกผีเข้าเป็นแน่

ทั้งคู่จึงไม่รอช้า แสดงความจำนงต่อบาทหลวงประจำโบสถ์ในหมู่บ้านขอให้ประกอบพิธีไล่ผีให้อันเนลีสทันที

ในปี 1974 ได้มีการขออนุญาตประกอบพิธีไล่ผีให้แก่อันเนลีส แต่ก็ถูกปฏิเสธหลายครั้ง ซึ่งในระหว่างนั้นพฤติกรรมของอันเนลีสยิ่งแปลกประหลาดและหนักข้อ

เธอเริ่มด่าทอ ทุบตีและจิกกัดสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว ปฏิเสธที่จะกินอาหาร แต่หันไปยังชีพด้วยการบริโภคแมลงวัน แมงมุม ถ่านหิน ดื่มปัสสาวะตัวเองแทนน้ำสะอาด เห่าหอนราวกับสุนัขเป็นวัน

แต่ก็มีช่วงที่ได้สติสัมปชัญญะกลับคืนมา อันเนลีสก็ตกอยู่ในภาวะหดหู่ซึมเศร้าอย่างรุนแรง ส่งผลให้คำร้องขอประกอบพิธีไล่ผีครั้งที่ 3

ได้รับอนุญาต เริ่มทำพิธีในเดือนกันยายน ในปี 1975 มีบาทหลวงเป็นผู้ประกอบพิธี ซึ่งตามกำหนดแล้วพิธีไล่ผีนี้จะต้องทำกันสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ครั้งหนึ่งใช้เวลาร่วม 4 ชั่วโมง

เหตุการณ์ในระหว่างประกอบพิธีนั้น แทบไม่ต่างอะไรจากที่ผู้ชมเห็นในหนังเรื่อง The Exorcist เมื่ออันเนลีสดิ้นรน ขัดขืนสุดแรงเกิด  เรี่ยวแรงของเธอเพิ่มพูนมหาศาลถึงขนาดต้องใช้ผู้ชายแข็งแรงกำยำ 3 คนช่วยกันจับจึงจะเอาอยู่

 กล่าวกันว่าหลังผ่านพิธีไล่ผีไม่นานนัก อาการของอันเนลีสก็ทุเลาขึ้นอย่างน่าประหลาด ระยะนั้นเธอสามารถกลับเข้าเรียนได้หรือจะไปโบสถ์ก็ยังไหว

อย่างไรก็ตาม อันเนลีสก็ดีขึ้นเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น หลังจากนั้นอาการของเธอก็กลับเป็นเหมือนเดิมอีกและยังต้องเข้ารับการไล่ผีอย่างต่อเนื่อง

ความเลวร้ายอีกอย่างก็คือ วิธีที่รุนแรงของพิธีกรรม เริ่มจะสร้างความบอบช้ำแก่ร่างกายของอันเนลีส อาการเกร็งจนไม่อาจขยับเขยื้อนหรือจู่ๆ ก็เป็นลมล้มพับหมดสติไปเริ่มเกิดกับเธอถี่ขึ้น

การปฏิเสธที่จะรับอาหารกลับมาอีกครั้ง ซ้ำเธอยังบังคับตัวเองให้ถ่ายท้องอยู่บ่อยๆ โดยให้เหตุผลว่านั่นเป็นหนทางหนึ่งที่จะกำจัดปีศาจออกจากร่างกาย

น้ำหนักของเธอลดวูบ ร่างกายผ่ายผอมดูเผินๆ ไม่ต่างจากโครงกระดูก มีร่องรอยฟกช้ำปรากฏให้เห็นไปทั่ว

ในปี 1976 พิธีไล่ผี เป็นไปอย่างเข้มข้นประกอบกับร่างกายที่อ่อนแอจากการขาดน้ำและอาหาร ก็ทำให้อันเนลีสล้มป่วยด้วยโรคปอดบวม ไข้ขึ้นสูง ไม่มีเรี่ยวแรง แต่พิธีไล่ผีก็ยังต้องดำเนินต่อไป

พ่อและแม่ต้องเข้ามาช่วยพยุงไม่เช่นนั้นลูกสาวคงไม่อาจผ่านพ้นมันได้จนตลอดรอดฝั่ง

แต่ครั้งนี้ก็เป็นพิธีกรรมครั้งสุดท้ายของอันเนลีส เพราะเช้าวันถัดมา เมื่อโจเซฟกับอันนาแวะเข้ามาดูอาการลูกสาวตามปรกติ ก็พบว่าเธอเสียชีวิตเสียแล้ว

เป็นระยะเวลาร่วม 10 เดือน อันเนลีสต้องเข้าพิธีไล่ผีถึง 67 ครั้ง เล่ากันว่า ประโยคสุดท้ายที่อันเนลีสพูดกับแม่ของเธอในคืนก่อนหน้านั้น ก็คือ “แม่ … หนูกลัว” 

การที่หญิงสาววัยเพียง 24 ปี ต้องมาเสียชีวิตในสภาพร่างกายผ่ายผอมบอบช้ำ นับว่าเป็นเรื่องไม่ปรกติและไม่ธรรมดา

หลังได้รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่รัฐจึงยื่นเรื่องขอชันสูตรศพอันเนลีสและผลการชันสูตรก็สรุปออกมาว่า เธอเสียชีวิตด้วยภาวะขาดอาหารและน้ำอย่างรุนแรง

ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย ถ้าเพียงแต่ใครสักคนจะใส่ใจดูแลเธออย่างจริงจังกว่านี้ ถ้าเพียงแต่ใครสักคนจะเรียกหมอมาดูอาการของเธอ ขอแค่สัปดาห์เดียวก่อนที่เธอจะเสียชีวิต

จากการที่ อันเนลีส เสียชีวิต พ่อ-แม่ และบาทหลวงที่ทำพิธีกรรม ถูกอัยการรัฐตัดสินใจสั่งฟ้องด้วยข้อหากระทำการโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

ครอบคลุมถึงการฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนาและฆ่าเนื่องจากถูกยั่วยุโทสะ

เมื่อเริ่มพิจารณาคดี ในปี 1978 พ่อ-แม่ของอันเนลีสว่าจ้างทนายชื่อดัง เอริช ชมิดต์-ลีชเนอร์ เขายกข้ออ้างเรื่องสิทธิที่จะประกอบพิธีการต่างๆ ตามความเชื่อทางศาสนา ซึ่งได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญมาเป็นข้อแก้ต่าง

นอกจากนั้นยังเสนอ หลักฐานเป็นเทปบันทึกเสียงระหว่างประกอบพิธี  ซึ่งปรากฏว่าเป็นเสียงของอันเนลีสพูดจาด้วยภาษาแปลกประหลาด บางครั้งด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยว บางคราวเป็นเสียงกรีดร้องโหยหวน 

ทั้งหมดนี้เพื่อยืนยันว่า อันเนลีส มิเชล ไม่ได้ป่วยด้วยโรคธรรมดา ทว่าเธอถูกผีเข้าจริง

อย่างไรก็ตามศาลพิจารณาแล้วได้ข้อสรุปว่า คำค้านฟังไม่ขึ้น จำเลยทั้งสี่ถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงตามที่ถูกกล่าวหาและต้องโทษจำคุก 6 เดือน แต่ให้รอลงอาญาเป็นเวลา 3 ปี

หลายคนวิพากษ์วิจารณ์คำตัดสินดังกล่าวว่า ผู้ต้องหาทั้งสี่ได้รับโทษที่เบาเกินไปสำหรับความผิดที่ได้ก่อ

บางคนยังสอดแทรกความเห็นของตนเพิ่มเติมเข้าไปอีกว่า คล้ายๆ ผู้พิพากษาจะเผื่อใจเอาไว้ครึ่งหนึ่ง ก็ใครจะรู้ บางทีอันเนลีสอาจจะถูกผีเข้าจริงก็เป็นได้

อ่านเรื่อง เกาะร้างวิญญาณหลอน ได้ที่นี่

สนับสนุน โดย Joker Slot , Sa game , Sexy Game , Joker Game , UFABET 72 , Esport , Sa gaming , Sexy gaming , Sa gaming , joker gaming , Joker slot  , Slot game , Joker slot , Joker slot

Categories
Uncategorized

เกาะร้างวิญญาณหลอน

เรื่องเล่าสยองขวัญ เกาะร้างวิญญาณหลอน

เรื่องเล่าสยองขวัญ เกาะร้างวิญญาณหลอน

เหตุการณ์สังหารหมู่นักรบหลายร้อยคน ในสงครามระหว่างชนเผ่าบนเกาะร้างกลางอ่าว ทำให้สถานที่แห่งนี้ กลายเป็นเกาะอาถรรพณ์ ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้าใกล้

บรรยากาศของเกาะร้างน่ากลัวมากยิ่งขึ้น เมื่อมีการนำศพผู้เสียชีวิต บรรจุในโลงแขวนไว้บนต้นไม้ตามประเพณีชนพื้นเมือง จนเป็นที่เลื่องลือว่า มีวิญญาณจำนวนมาก วนเวียนอยู่บนเกาะร้าง

ปี 1862 จอห์น มอร์ตัน นั่งเรือข้ามอ่าวจากแผ่นดินใหญ่ ไปสำรวจที่ทำกินบนเกาะร้างกลางอ่าวโคล ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา

เขาพบลังไม้จำนวนมาก แขวนอยู่ตามต้นไม้ทั่วทั้งเกาะ เหมือนเครื่องประดับที่ใช้ตบแต่งต้นไม้ในเทศกาลสำคัญ

ลังไม้บางลังร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน เพราะทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ทำให้ลังแตก ออกเปิดเผยให้เห็นว่ าภายในลังไม้เป็นโครงกระดูกมนุษย์ ซึ่งเชื่อได้ว่า ลังไม้ที่เหลืออีกหลายร้อยใบบนต้นไม้ ก็น่าจะมีโครงกระดูกมนุษย์บรรจุอยู่เช่นเดียวกัน

จอห์น ได้แจ้งเรื่องกับทางการให้ส่งเจ้าหน้าที่ มานำโครงกระดูกบนเกาะร้างทั้งหมดไปฝังในสุสาน ไม่ให้เป็นที่อุจาดตา และเพื่อไม่ให้บรรยากาศบนเกาะร้างสยดสยองมากกว่าที่เป็นอยู่

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เกาะร้างแห่งนี้ ก็ถูกเรียกอย่างเป็นทางการว่า “เกาะคนตาย”

ที่มาของเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจาก ราวปี 1830 เกิดความขัดแย้งกันระหว่างชนพื้นเมืองชาวเซลิช ที่อาศัยอยู่ตามลุ่มแม่น้ำ ในประเทศแคนาดา ชนเผ่าต่าง ๆ รวมตัวกัน แบ่งออกเป็นเซลิชฝ่ายเหนือและเซลิชฝ่ายใต้

ทั้งสองฝ่ายจับอาวุธต่อสู้ประหัตประหารกัน เซลิชฝ่ายใต้สังหารผู้ชายของเซลิชฝ่ายเหนือทุกคน และกวาดต้อนผู้หญิง เด็กและคนคนชรามาเป็นเชลยราว 200 คน กักขังไว้ที่เกาะร้างกลางอ่าวโคล

โดยยื่นข้อเสนอให้เซลิชฝ่ายเหนือนำนักรบจำนวนเท่า ๆ กันมาแลกเปลี่ยนกับเชลยที่ถูกจับกุมตัวเอาไว้

เซลิชฝ่ายเหนือยอมทำตามข้อเสนอ ส่งนักรบฝีมือดี 200 คน มายังเกาะร้างเพื่อแลกเปลี่ยนกับเชลย

และทันทีที่เซลิชฝ่ายใต้ได้ตัวนักรบฝ่ายเหนือ ธนู และมีดดาบก็ปลิวว่อน สังหารชีวิตนักรบเซลิชฝ่ายเหนืออย่างเหี้ยมโหด

ตำนานกล่าวว่า วันรุ่งขึ้นมีดอกไม้สีเพลิงผุดขึ้นเคียงข้างศพของนักรบเซลิชฝ่ายเหนือจนแดงฉานไปทั่วทั้งเกาะ ทำให้นักรับเซลิชฝ่ายใต้เสียขวัญ ต่างหนีเอาตัวรอดรีบออกจากเกาะร้าง เพราะเชื่อว่าผืนดินแห่งนี้ ต้องคำสาป

คนพื้นเมืองต่างหวาดกลัว ดินแดนต้องคำสาปแห่งนี้ จึงมีความเชื่อว่า เกาะร้างแห่งนี้มีประโยชน์เป็นเพียงสถานที่ฝังศพเท่านั้น

ดังนั้น ในเวลาต่อมา เมื่อมีคนตายพวกเขาก็จะนำร่างใส่ลงในลังไม้สนซีดาร์ แล้วนำไปแขวนตามต้นไม้บนเกาะร้างตามพิธีกรรมดั้งเดิมของชนพื้นเมือง

จนกระทั่งมีคนผิวขาวไปพบครั้งแรกในปี 1862ทางการเก็บโลงศพที่แขวนต่องแต่งอยู่บนต้นไม้ นำร่างกลับมาฝังตามพิธีกรรมเพียงแค่ช่วยให้ไม่อุจาดตากับผู้พบเห็นเท่านั้น

แต่พื้นที่บนเกาะคนตายยังคงถูกใช้เป็นสุสานฝังร่างคนจำนวนมากที่ไม่มีญาติพี่น้องหรือครอบครัว ไม่สามารถประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้

กรรมกรผู้เสียชีวิตจากงานก่อสร้างทางรถไฟ และกะลาสีเรือที่เสียชีวิตจำนวนมาก ถูกนำมาฝังบนเกาะร้าง รวมถึงผู้เคราะห์ร้าย 21 ศพ จากเหตุการณ์มหาอัคคีภัยแวนคูเวอร์ในปี 1886

อาชญากร โสเภณี ผู้ป่วยโรคเรื้อนและคนต่างด้าวแม้ว่าในปี 1887 จะมีการก่อสร้างสุสานเมาเทนวิว บนแผ่นดินใหญ่ไม่ห่างจากเกาะร้างมากนัก แต่ก็ยังคงมีคนนำศพผู้เสียชีวิตมาฝังบนเกาะร้างอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งศพเหล่านี้ถูกฝังตื้น ๆ ใต้ดินลึกเพียงไม่กี่ฟุต แต่ความรกชัฏทำให้ไม่มีใครสังเกตเห็นว่ามีร่างคนตายฝังอยู่ใต้พื้นดิน

ระหว่างปี 1888-1892 เกิดการระบาดของไข้ทรพิษบนแผนดินใหญ่ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อจะถูกส่งตัวมายังเกาะคนตายเพื่อควบคุมไม่ให้มีการแพร่กระจายเชื้อโรคไปสู่คนอื่น ซึ่งไม่แตกต่างไปจากการส่งตัวไปนอนรอความตายตามลำพัง

และหลังจากผู้ป่วยเสียชีวิต ศพของพวกเขาก็จะถูกฝังที่เกาะร้างแห่งนี้ ไม่มีการนำศพกลับมาประกอบพิธีทางศาสนาเพราะเกรงว่าจะเป็นการนำเชื้อโรคกลับมาแพร่ระบาด

ปี 1899 ทีโอดอร์ ลุดเกต นักธุรกิจชาวอเมริกันได้รับสัมปทานตัดไม้บนเกาะคนตาย วันที่ 24 เมษายน 1899 ทีโอดอร์ส่งคนงาน 50 คนมาสร้างโรงเลื่อยไม้

แต่เจมส์ การ์เดน ผู้ว่าการแวนคูเวอร์ ไม่เห็นด้วยที่จะให้เอกชนมาทำธุรกิจตัดไม้บนเกาะคนตายเพราะจะทำให้เสียภูมิทัศน์ เขาจึงส่งสารเตือนทีโอดอร์ หากมีการตัดต้นไม้ เขาจะจับกุมตัวทันที

ทีโอดอร์ไม่สนใจคำเตือน เพราะถือว่าเขาได้รับสัมปทานตัดไม้ถูกต้องตามกฎหมาย

เจมส์จึงส่งเจ้าที่ตำรวจ 30 นายไปขัดขวาง ทำการจับกุมคนงาน แต่ก็มีคนงานบางส่วนหนีรอดไปได้ ซึ่งรวมถึงตัวทีโอดอร์

ทีโอดอร์ไม่สามารถใช้กำลังต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สิ่งเดียวที่ทำได้คือฟ้องร้องให้เป็นคดีความ อาศัยอำนาจศาลบังคับให้ผู้ว่าเจมส์ถอนกำลังตำรวจออกจากเกาะคนตาย เพื่อที่เขาจะได้ดำเนินกิจการตัดไม้ตามที่ได้รับสัมปทาน

ระหว่างที่เป็นคดีความอยู่นี้ เจมส์เกรงว่าทีโอดอร์และคนงานจะย้อนกลับมาอีก จึงสั่งในตำรวจตั้งแคมป์บนเกาะร้างคอยเฝ้าระวังไม่ให้มีใครแอบมาตัดไม้

ซึ่งตอนนี้เองที่มีคนได้พบเห็นเหตุการณ์ประหลาด ๆ บนเกาะคนตาย เห็นเงาคนเดินอยู่ในป่าบ้าง ได้ยินเสียงลากโซ่ตรวนไปกับพื้นบ้าง บางครั้งก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนยามคำคืน

ในที่สุดในปี 1911 ก็มีคำตัดสินคดีออกมา ทีโอดอร์ได้รับสัมปทานตัดไม้อย่างถูกต้อง เขามีสิทธิตัดต้นไม้ทุกต้นบนเกาะร้างอย่างไม่มีเงื่อนไขและเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องถอนกำลังออกจากเกาะโดยทันที

แต่คำตัดสินออกมาสายเกินไป เพราะเมื่อถึงเวลานี้ ทีโอดอร์ประสบปัญหาทางการเงินจนไม่สามารถดำเนินธุรกิจตัดไม้ได้ อีกทั้ง ๆ ที่เขายังมีสิทธิตามสัมปทานที่ได้รับไป

จนถึงปี 1930 เกาะร้างจึงยังคงร้างเหมือนเดิม

สำนักงานเทศบาลเมืองแวนคูเวอร์มีแผนการที่จะพัฒนาที่ดินบนเกาะคนตาย เพื่อให้เกิดประโยชน์และสร้างรายได้เข้ารัฐ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสวนสนุก ศูนย์รวมแหล่งบันเทิงและรีสอร์ต ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเสนอให้สร้างอนุสรณ์สถานหรือพิพิธภัณฑ์

แต่จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม โครงการที่เสนอมาไม่มีความคืบหน้าใด ๆ จนกระทั่งในปี 1942 รัฐบาลตกลงใจโอนกรรมสิทธิที่ดินบนเกาะร้างให้กองทัพเรือนำไปใช้ประโยชน์ กองทัพเรือจึงสร้างค่ายทหารขึ้นในปี 1944 ชื่อว่าค่ายดิสคัฟเวอรี่

นับตั้งแต่เริ่มก่อสร้างค่ายทหารก็มีคนพบกับเหตุการณ์ประหลาดๆ เช่น เห็นผงเรืองแสงโรยมาจากกิ่งไม้แล้วก่อตัวเป็นรูปร่างคล้ายมนุษย์ สิ่งของสูญหายไปจากที่เก็บ แต่ภายหลังพบสิ่งของเหล่านั้นวางอยู่ห่างออกไปจากที่ที่มันควรจะอยู่

ตามปกติจะมีเจ้าหน้าที่อยู่ในค่ายทหารเฉพาะในเวลาราชการ หลังจากเลิกงานพวกเขาก็แยกย้ายกันกลับบ้าน เหลืออยู่แต่เพียงทหารเฝ้าเวรยามที่ประตูหน้าเท่านั้น

เจ้าหน้าที่คนนั้นก็จะอยู่ทำงานต่อในช่วงค่ำ ซึ่งก็ไม่ค่อยมีบ่อยนักผู้ที่อยู่ทำงานหลังจากเพื่อนๆกลับบ้านไปหมดแล้วมักจะพบกับเหตุการณ์ประหลาด ๆ เสมอ

โดยเฉพาะกรณีของแอนมารี ฮามิลตัน วันหนึ่งเธอจำเป็นต้องอยู่ทำงานต่อจนมืดค่ำ ระหว่างที่กำลังสะสางงานอยู่นั้นเธอได้ยินเสียงชาย 2 คนเดินคุยกันผ่านหน้าห้องที่อยู่ชั้น 2 เสียงฝีเท้าบ่งบอกว่าพวกเขากำลังเดินขึ้นบันไดไปที่ชั้น 3

หลังจากนั้นก็มีเสียงลากโต๊ะเก้าอี้ เหมือนกับว่าพวกเขากำลังเคลื่อนย้ายเฟอร์นิเจอร์ จากนั้นก็มีเสียงเปิดและปิดประตู

เหตุการณ์นี้กินเวลาทั้งสิ้นราว 30 นาที แอนมารีคิดว่าคงมีเจ้าหน้าที่แผนกอื่นทำงานล่วงเวลาเหมือนเธอ

แต่เมื่อแอนมารีไปถามเจ้าหน้าที่เวรยามประตูหน้ากลับได้คำตอบว่าคืนนี้มีเธอเพียงคนเดียวเท่านั้นที่อยู่ในอาคาร

เหตุการณ์คล้าย ๆ กันนี้ยังคงเกิดขึ้นบนเกาะคนตายอีกหลายครั้งหลายหน

จนถึงปัจจุบันโดยไม่มีใครบอกได้ว่าเหตุการณ์ประหลาด ๆ ที่พวกเขาพบเห็นหรือได้ยินเกิดขึ้นได้อย่างไร

เกาะคนตายจึงไม่ได้น่ากลัวเพียงแค่ชื่อของมันเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าจะมีวิญญาณคนตายอาศัยอยู่บนเกาะจริง ๆ..

อ่านเรื่อง คดีฆาตกรรมเตือนใจ พวงนาค ได้ที่นี่

สนับสนุน โดย Joker Slot , Sa game , Sexy Game , Joker Game , UFABET 72 , Esport , Sa gaming , Sexy gaming , Sa gaming , joker gaming , Joker slot  , Slot game , Joker slot , Joker slot

Categories
Uncategorized

คดีฆาตกรรมเตือนใจ พวงนาค

คดีฆาตกรรมเตือนใจ พวงนาค

หากย้อนกลับไปเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักคดีสะเทือนขวัญอย่าง คดีฆาตกรรมเตือนใจ พวงนาค

ที่ถูกจิ๊กโก๋กลุ่มหนึ่งฉุดไปข่มขืนแล้วฆ่าทิ้งเพื่อชิงทรัพย์อย่างทารุณ

โดยฆาตกรรายนี้ได้ทิ้งร่องรอย เป็นรอยกัดไว้ที่บนร่างของเธอ ก่อให้เกิดความหวาดกลัวกับหญิงสาวในยุคนั้นเป็นอย่างมาก

เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงเริ่มสืบหาคนร้ายจากร่องรอยศพของเตือนใจ จนสามารถจับฆาตกรได้ในที่สุด โดยเหตุการณ์ในคดีประวัติศาสตร์นี้จะเป็นอย่างไร เราไปดูกันเลยค่ะ

“เตือนใจ พวงนาค” เป็นเด็กสาวมหาวิทยาลัยครูสวนสุนันทา และพ่อแม่ของเตือนใจ ได้เปิดร้านขายของอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 101 ซึ่งเป็นซอยที่ลึกและเปลี่ยวมากในขณะนั้น

ในวันหนึ่ง ขณะนั่งรถเมล์กลับบ้าน เตือนใจได้เผอิญไปเหยียบเท้าของนักเรียนนายร้อยคนหนึ่ง จึงทำให้ทั้งสองคนได้รู้จักกันแล้วสนิทสนมกันมาก โดยนายร้อยคนนั้น ท่าทางบุคลิกดีและหน้าตาดี มีชื่อว่า นตท.วีระเดช สุบรรณรักษณ์

เตือนใจมีเพื่อนที่สนิทอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 คน โดยแต่ละคนมีชื่อว่า ตุ๋ย เปิ้ล หนิง และแป๋ว ทั้ง 4 คน สนิทสนมกันมาก มักจะไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด เพราะเนื่องจากบ้านของทั้งหมดอยู่ภายในซอยเดียวกัน

โดยหลังจากที่เตือนใจรู้จักกับ นตท.วีระเดช ทั้งคู่ก็ได้ติดต่อกันอยู่ตลอดเรื่อยมา

ซึ่งต่อมาเตือนใจก็ได้แนะนำ นตท.วีระเดช ให้เพื่อนสนิททั้ง 4 คน ได้รู้จัก และเมื่อ นตท.วีระเดช ได้เจอเพื่อน ๆ ทั้ง 4 คนของเตือนใจจึงได้นำไปเล่าให้เพื่อนๆที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจด้วยกันฟังว่า เพื่อนๆของเตือนใจทั้ง 4 คนสวยมาก

เพื่อน ๆ ของ นตท.วีระเดช ทั้ง 4 คน จึงเกิดสนใจ แล้วทั้งหมดก็ตกลงนัดเจอกันและนัดไปเที่ยวพัทยาด้วยกัน ทั้งหมดจึงได้สนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น

ขากลับจากพัทยา กลุ่มนักเรียนนายร้อยก็ได้ไปส่งเตือนใจและเพื่อน ๆ ทั้ง 4 คน จนถึงบ้านทุกคน

แต่ระหว่างทางที่ไปส่งนั้น กลุ่มนักเรียนนายร้อยได้เกิดไปมีเรื่องเข้ากับกลุ่มจิ๋กโก๋ภายในซอย จนทำให้เกือบมีเรื่องชกต่อยกัน แต่ก็ไม่มีเรื่องกันจนบานปลาย เพราะกลุ่มสาว ๆ ได้ห้ามทัพของทั้งสองฝ่ายเอาไว้ เพราะไม่อยากให้ทั้งสองฝ่ายมีเรื่องกัน

วันหนึ่งทางโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้จัดงานการแข่งขันกีฬาประจำปีขึ้น เตือนใจ และเพื่อน ๆ ทั้ง 4 คน ก็ได้เดินทางไปงานด้วย

แต่วันนั้นบังเอิญ แม่ของ นตท.วีระเดช เกิดป่วยกระทันหัน นตท.วีระเดช จึงหยุดและไม่ได้ไปงานกีฬาโรงเรียนนายร้อย ทำให้เพื่อน ๆ ของเตือนใจทั้ง 4 คน อยู่กันครบคู่ กับแฟนหนุ่มนายร้อย มีแค่เตือนใจเท่านั้นที่ต้องอยู่คนเดียว

เตือนใจจึงไม่รบกวนเพื่อน ๆ และขอตัวกลับบ้านก่อนเพราะไม่ได้บอกที่บ้านไว้ว่าจะมา

และเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อเตือนใจกำลังจะกลับบ้าน ในขณะนั้นเป็นเวลาค่ำผู้คนเริ่มน้อยจนแทบจะไม่มีคนเดินผ่าน รถลาในสมัยนั้นก็ไม่มีเข้าซอยบวกกับซอยที่เปลี่ยวสนิท

เตือนใจได้เดินเข้าซอยบ้านเพียงลำพัง และ เตือนใจได้ถูกกลุ่มวัยรุ่นหลายคนรุมข่มขืนด้วยความทารุณ โดยสภาพศพมีร่องรอยการต่อสู้อย่างสุดชีวิต แต่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนึงก็ยากที่จะต้านทานเดนสังคมทั้ง 4 ได้

ท้ายที่สุด เตือนใจจึงถูกข่มขืน สังหารและชิงทรัพย์

โดยพบศพอยู่ที่ข้างทางในคืนนั้นเอง เนื่องจากพ่อแม่ของเตือนใจเห็นลูกสาวกลับบ้านผิดเวลา ทั้งคู่จึงเดินออกตามหา กระทั่งมาพบศพของเตือนใจ

โดยภาพที่พ่อแม่ของเตือนใจได้เห็น สภาพศพของเตือนใจที่เหลือแต่ร่างที่ไร้วิญญาณ ได้สร้างบาดแผลในใจครั้งใหญ่ ให้กับผู้เป็นพ่อแม่เป็นอย่างมาก เนื่องจากสภาพศพที่ดูช่างทารุณเสียเหลือเกิน

และจากการตรวจสอบสภาพศพ ในขณะนั้น หมวดทวนธน คำมีศรี สายสืบพิเศษ เป็นคนดูแลในคดีนี้ เห็นสภาพศพเข้าถึงกับเบนหน้าหนี

ซึ่งที่คอของเตือนใจ มีร่องรอยของการโดนกัด โดยคนที่กัดนั้น ฟันหน้าหักหนึ่งซี่ จากรอยแหว่งของรอยฟัน บนผิวหนังของเหยื่อ และที่ซอกเล็บของเตือนใจ มีหนังของคนร้ายติดอยู่เป็นจำนวนมาก

หมวดทวนธน จึงตั้งเป้าไปที่ คนร้ายจะต้องมีฟันหน้าหัก 1 ซี่ และรอยขีดข่วนบนร่างกาย จึงเร่งให้ลูกน้องหาตัวคนร้ายทันที

จนกระทั่งไปพบตัวผู้ต้องสงสัยคนหนึ่ง ชื่อเทพ เทียนชัย นักร้องในห้องอาหารแห่งหนึ่ง เพราะมีรอยข่วน และฟันหน้าหัก

แต่เมื่อมาถึงโรงพัก หมวดทวนธน ก็สั่งให้ลูกน้องปล่อยตัวนายเทพทันที เพราะรอยฟันนั้นไม่ตรงตามร่องรอยบนตัวศพ นั่นก็เพราะว่า นายเทพ ฟันหักทั้งแถบ

หมวดทวนธน จึงลงพื้นที่ด้วยตัวเอง กับลูกน้องอีก 2 คน และต้องการจับผู้ร้ายมาดำเนินคดีให้ได้อย่างจริงจัง และเร็วที่สุด เพราะนี่คือคดีที่ทุกคนจับตาดูเป็นอย่างมาก

ตำรวจทั้ง 3 คนได้ลงพื้นที่ในเขตซอยสุขุมวิท 101 และได้จับวัยรุ่นกลางซอยมาเค้นอย่างหนัก

จนวัยรุ่นยอมบอกว่า มีจิ๊กโก๋กลางซอยคนหนึ่ง ฟันหน้าหักหนึ่งซี่ โดยรู้จักกันในหมู่วัยรุ่นว่า ไอ้หลอ ชอบเที่ยวเตร่ตามลานโบว์ลิ่ง และโต๊ะบิลเลียดเป็นประจำ

เมื่อตำรวจทั้งสามคนรู้ตัวผู้ต้องสงสัย ก็ออกตามหาในทันที โดยไปตามลานโบว์ลิ่งและโต๊ะบิลเลียด ตามที่วัยรุ่นบอกกล่าวแต่ก็ไม่พบตัว

ผ่านไปได้สองสามวัน ตำรวจทั้ง 3 ก็ย้อนกลับไปที่โต๊ะบิลเลียดอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เจอตัวไอ้หลอและพวก แต่ปรากฎว่า ไอ้หลอและพวกไหวตัวทัน จึงรีบหนีออกไป ในขณะที่หนีออกไปก็ได้จี้รถแท๊กซี่คันหนึ่งไปด้วย

และสุดท้าย ไอ้หลอและพวกก็ไปไม่รอด โดยไอ้หลอและพวกถูกจับได้คารถแท๊กซี่ที่จี้มา หลังจากที่จับกุมมาได้ ไอ้หลอก็ให้การปฎิเสธตลอดข้อกล่าวหา

จนกระทั่งหมวดทวนธน ทนไม่ไหว จับไอ้หลอพามาที่ห้องเก็บศพ และเปิดศพออกมาให้ไอ้หลอดู และเมื่อไอ้หลอได้เห็นสภาพศพ ไอ้หลอทนไม่ไหวกับการกดดันสภาพจิตใจจึง จึงได้ทำการรับสารภาพออกมา

แต่เมื่อกลับมาถึงโรงพัก ไอ้หลอก็ให้การปฎิเสธอีกครั้ง ทั้งที่คราวนี้มีหลักฐานมัดตัวเต็มที่ ทั้งตั๋วจำนำที่เป็นรอยนิ้วมือไอ้หลอ

และสิ่งของที่เป็นสมบัติของเตือนใจ และรอยนิ้วมือ บนข้าวของเครื่องใช้ของเตือนใจ ที่ตำรวจเก็บได้ในที่เกิดเหตุ

หมวดทวนธน สุดกลั้นกับความยั่วยวนกวนประสาทของไอ้หลอไม่ไหว จึงทำการซ้อมไอ้หลอ และบอกว่าเพื่อน ๆ ที่ร่วมมือกับมันทุกคนยอมรับสารภาพหมดแล้ว ไอ้หลอจึงได้ยอมรับสารภาพในที่สุด

เรื่อง “เตือนใจ คดีที่ไม่มีวันลืม” ได้ถูกสร้างจนกลายเป็นหนังฟอร์มยักษ์ของประเทศไทยในยุคนั้น และหนังเรื่องนี้ น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้กับวัยรุ่นในปัจจุบันนี้ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว…

อ่านเรื่อง เคาท์ดาวน์มรณะ ซานติก้าผับ ได้ที่นี่

สนับสนุน โดย Joker Slot , Sa game , Sexy Game , Joker Game , UFABET 72 , Esport , Sa gaming , Sexy gaming , Sa gaming , joker gaming , Joker slot  , Slot game , Joker slot , Joker slot

Categories
Uncategorized

เคาท์ดาวน์มรณะ ซานติก้าผับ

เคาท์ดาวน์มรณะ ซานติก้าผับ

เคาท์ดาวน์มรณะ ซานติก้าผับ นที่ 31 ธันวาคม ปี 2551 กับเหตุเพลิงไหม้ซานติก้าผับ สถานบันเทิงหรูกลางกรุง ที่ย่างสดนักท่องราตรีจนมีผู้เสียชีวิตถึง 66 คน รวมถึงผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและพิการอีกนับร้อยราย 

ท่ามกลางค่ำคืนที่สนุกสนาน นักท่องราตรีจำนวนมากต่างเดินทางเข้ามาร่วมฉลองในค่ำคืนส่งท้ายปีเก่ากันยังซานติก้าผับ อันเป็นสถานบันเทิงระดับแนวหน้าของไทย

ซึ่งในคืนวันเกิดเหตุ มีความพิเศษอยู่ที่เป็นคืนอำลาของซานติก้าผับ ก่อนปิดให้บริการ โดยมีการจัดคอนเสิร์ต เล่นเกม และแจกไฟเย็นให้เหล่านักเที่ยวได้ร่วมจุดฉลองกันในค่ำคืนนั้น

แต่แล้วความสนุกสนานกลับเปลี่ยนเป็นเหตุร้ายในชั่วข้ามคืน เมื่อเปลวไฟได้ถูกจุดขึ้น และลุกลามไปตามโครงสร้างของอาคารที่ตกแต่งด้วยไม้เป็นหลักอย่างรวดเร็ว กระทั่งภายในเวลาไม่กี่นาที ความชุลมุนวุ่นวายก็เกิดขึ้น

ซานติก้าผับในปัจจุบัน ได้กลายมาเป็นที่รกร้างไปแล้ว แต่ชาวบ้านผู้อาศัยอยู่ในชุมชนทิพย์เกสร ภายในซอยเอกมัย 11 ต่างยังจดจำเหตุการณ์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

เมื่อพวกเขาได้เห็นควันไฟที่พวยพุ่งขึ้นฟ้า ได้เห็นชาวบ้านที่ต่างออกมามุงดูเปลวไฟที่ลุกท่วมผับ ชาวบ้านบางคนเริ่มวิ่งหนี ในขณะที่ได้ยินเสียงตะโกนและเสียงร้องโหยหวนของบรรดานักเที่ยวที่อยู่ภายในซานติก้าผับ

และสิ่งที่น่าหดหู่ที่สุด ที่พวกเขาจดจำได้ก็คือ สภาพศพที่นอนทับกันเกลื่อนในที่เกิดเหตุ..

นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าว ยังคงตรีงตราอยู่ในความทรงจำของผู้ที่รอดชีวิต เช่นเดียวกับ คุณฐาปนา รัศมี ผู้อยู่ในเหตุการณ์ค่ำคืนนั้น และเป็นผู้นำภาพที่บันทึกไว้ได้มาเปิดเผยผ่านทางรายการเป็นครั้งแรก

โดยคุณฐาปนาเปิดเผยว่า ในวันนั้นเขาทำงานอยู่บ้าน แต่แฟนสาวอยากจะออกไปเลี้ยงฉลองในคืนส่งท้ายปีเก่า เมื่อได้เห็นว่าซานติก้าผับจะเปิดให้บริการเป็นคืนสุดท้าย และมีการแสดงเพลงฮิปฮอปที่แฟนสาวชอบ จึงได้พาเธอไป

เขาจำได้ว่า บรรยากาศในวันนั้นเป็นอย่างสนุกสนาน มีการแสดงดนตรี เล่นเกม แจกเหล้า และมีผู้คนหนาแน่นเป็นอย่างมากจนแทบไม่มีที่ยืน นอกจากนี้ยังมีการแจกไฟเย็นในนักท่องเที่ยว และมีการจุดพลุกระดาษ

ขณะที่ คุณรัตนา แซ่ลิ้ม อีกหนึ่งผู้ที่อยู่ในคืนเกิดเหตุเล่าว่า ในขณะที่เธอกำลังนั่งอ่านคำอวยพรที่เพื่อนส่งมาให้ทางโทรศัพท์ เพื่อนที่มาเที่ยวด้วยกันก็จับมือจะลากเธอออกไป ทั้งที่เพิ่งเข้ามาได้ไม่ถึง 10 นาที

แต่แล้ว ขณะที่กำลังจะออกไปก็มีผู้คนมากมายวิ่งกรูเข้ามา จนมือของเธอหลุดออกจากเพื่อน ในตอนนั้นเอง ที่เธอได้เห็นไฟลุกไหม้บนเพดาน และลามต่อไปยังเวที ก่อนที่ไฟฟ้าจะดับลงท่ามกลางเสียงกรีดร้องของผู้คน

สภาพของซานติก้าผับได้แปรเปลี่ยนเป็นทะเลเพลิง นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศต่างหนีตายกันอลหม่าน

แต่ละคนต่างพยายามเอาชีวิตรอดด้วยการกรูไปยังทางเข้า-ออกของผับ ซึ่งคับแคบและมีเพียงทางเดียว ทำให้ผู้คนต่างเบียดและดันกัน พร้อมเสียงตะโกนดังระงมไปทั่วบริเวณ

เจ้าหน้าที่ที่ได้เข้าช่วยเหลือผู้ประสบเหตุในค่ำคืนนั้นเปิดเผยว่า หลังจากที่เขาไปถึงซอยเอกมัย 11 ที่เกิดเหตุ ก็เห็นสภาพไฟลุกท่วม จึงได้รีบวิ่งไปยังประตูทางเข้าแล้วทุบกระจกที่ผนังให้แตกเพื่อช่วยคนออกมา

ทันใดนั้นเอง ที่เขาได้เห็นภาพชวนตกใจ มันเป็นภาพของคนที่ชูมือขึ้นเพื่อขอความช่วยเหลือมาเต็มไปหมด ตอนนั้นมีคนเสียชีวิตแล้วเป็นสิบ และกำลังจะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 

หลังจากที่ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ก็สามารถควบคุมเพลิงได้ ขณะที่ศพกว่าครึ่งร้อยถูกนำมากองไว้ด้านหน้าผับที่ไม่เหลือสภาพ

สิ่งที่น่าเศร้าคือ ผู้เสียชีวิตส่วนมากไม่ได้เสียชีวิตจากเปลวไฟ หากแต่เกิดจากการสำลักควัน ขาดอากาศหายใจ หรือแม้แต่ถูกเหยียบจนตาย

ในขณะที่ผู้บาดเจ็บกว่า 200 คนได้ถูกลำเลียงส่งยังโรงพยาบาลต่าง ๆ

สำหรับ ซานติก้าผับ เป็นสถานบันเทิงระดับต้น ๆ ของไทยที่เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2547 ด้วยความสวยงามและความโด่งดังตลอดหลายปีที่เปิดให้บริการ ทำให้ไม่มีใครฉุกคิดถึงสิ่งอันตรายที่แฝงไว้ในที่แห่งนี้

ภายในคืนวันเกิดเหตุมีผู้มาใช้บริการในซานติก้าผับร่วมพันคน แต่กลับมีประตูทางเข้า-ออกที่นักเที่ยวรู้จักกันเพียงทางเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องต่ำกว่ามาตรฐานด้านความปลอดภัย 

แต่แท้จริงแล้วมีประตูทางเข้า-ออกซานติก้าผับอยู่ 4 ประตู แบ่งเป็นประตูหลักด้านหน้าที่นักเที่ยวใช้ ประตูสำหรับออกไปสูบบุหรี่ และอีก 2 ประตูสำหรับแขกวีไอพี

อย่างไรก็ตามบริเวณประตูหลักด้านหน้ากลับเป็นจุดที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด ทั้งที่มีประตูอื่น ๆ ที่สามารถออกไปได้

“สิ่งที่น่าเสียใจคือ ห่างจากประตูเข้า-ออกเพียง 3 เมตรไม่ได้เป็นจุดที่ถูกไฟไหม้ แต่คนเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจหรือสำลักควันเพียงอย่างเดียว คนราว 20 คนนี้น่าจะรอดชีวิตได้ หากรู้ว่าตรงไหนคือประตูทางออก” คุณอัญวุฒิ เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู กล่าว 

นอกจากปัญหาเรื่องประตูทางเข้า-ออกที่คับแคบแล้ว อีกหนึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากการถูกไฟไหม้ ก็คือควันพิษซึ่งทำให้ผู้คนหายใจไม่ออก

เนื่องจากของตกแต่งภายในซานติก้าผับส่วนมากล้วนก่อให้เกิดควันพิษเมื่อถูกไฟไหม้

สำหรับกระบวนการสอบสวนเหตุการณ์เพลิงไหม้ซานติก้าผับ ได้เริ่มต้นขึ้นนับตั้งแต่หลังเกิดเหตุ ทว่าแม้จะมีการเรียกสอบพยานหลายปาก แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังไม่สามารถทราบได้ว่าต้นเพลิงเกิดจากอะไรกันแน่

จากนั้นกระบวนการสอบสวนและหลักฐานได้ชี้ไปในแนวทางเดียวกัน และหลังจากผ่านการสอบสวนเกือบ 1 เดือน

ทางตำรวจก็สามารถจับกุมผู้ต้องหารายสุดท้ายได้ คือนักร้องนำวงเบิร์น ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่จุดพลุกระดาษหลังแสดงดนตรีเสร็จ โดยมีพยานชี้ว่าเขาได้ใช้ไฟแช็กจุดพลุ ก่อนจะเกิดเพลิงไหม้ในทันที 

อย่างไรก็ตาม เมื่อทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุอีกครั้ง พวกเขาก็ได้พบกับหลักฐานชิ้นสำคัญซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ความบริสุทธิ์แก่นักร้องนำวงเบิร์นได้ รวมทั้งเป็นเครื่องที่ชี้ให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว ต้นเพลิงมาจากอะไรกันแน่ 

หลักฐานดังกล่าวคือกล้องที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ ซึ่งสามารถบันทึกภาพการแสดงในช่วงเวลาที่เกิดเหตุไฟไหม้ได้

เผยให้เห็นภาพการแสดงของวงเบิร์น ที่เมื่อแสดงจบนักร้องนำคนดังกล่าวก็ได้เดินออกไปข้างเวที ก่อนที่สเปเชียลเอฟเฟกต์จะถูกจุดขึ้นกลางเวที

ในตอนนั้นที่นักร้องคนใหม่เดินเข้ามา ก่อนที่จะเกิดเพลิงไหม้ขึ้น ซึ่งภาพดังกล่าวเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าเพลิงที่ไหม้ซานติก้าผับ แท้จริงแล้วเกิดจากสเปเชียลเอฟเฟกต์ของเวที ซึ่งเกิดจากระบบไฟฟ้า ไม่ใช่พลุกระดาษที่นักร้องนำวงเบิร์นเป็นคนจุด 

ทั้งนี้ ภายหลังเหตุการณ์เพลิงไหม้ซานติก้าผับ ในปี 2555 กระทรวงมหาดไทยได้ออกกฎกระทรวงว่าด้วยสถานบริการที่กำหนด ให้ต้องมีระบบความปลอดภัยที่เหมาะสม

เช่น ทางออก ประตูทางออก ทางหนีไฟ บันไดหนีไป ประตูหนีไฟ ระบบการระบายอากาศ

และยังกำหนดให้สถานบริการต้องมีผู้ดูแลความปลอดภัยและป้องกันอันตรายอย่างน้อย 1 คน ส่วนสถานบริการที่เปิดก่อนปี 2555 ก็ต้องติดตั้งระบบความปลอดภัยของอาคารด้วยเช่นกัน

อ่านเรื่อง คืนบาปพรหมพิราม ได้ที่นี่

สนับสนุน โดย Joker Slot , Sa game , Sexy Game , Joker Game , UFABET 72 , Esport , Sa gaming , Sexy gaming , Sa gaming , joker gaming , Joker slot  , Slot game , Joker slot , Joker slot

Categories
Uncategorized

คืนบาปพรหมพิราม

คืนบาปพรหมพิราม

คืนบาปพรหมพิราม เป็นคดีดังอีกหนึ่งคดี ที่เป็นเรื่องจริง แต่คนรุ่นหลัง ๆ นั้น คงจะรับทราบและรับชมในฐานะหนังภาพยนตร์ ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเรื่องจริงเหมือนคดีนวลฉวี

และนี่ ก็เป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ ที่เคยเกิดขึ้น ในอำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก เมื่อ 40 กว่าปีมาแล้ว

เหตุการณ์นี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายได้ แม้ขณะนั้น การตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ยังไม่มี และ การตรวจในเรื่องอื่น ๆ ก็ยังไม่ก้าวหน้าเหมือนกับปัจจุบัน

อาศัยพยานแวดล้อมต่าง ๆ รวมทั้งการสืบสวน การเค้นขยายผล จนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ

และยังเชื่อว่า ปัจจุบันบางคนก็ยังมีชีวิตอยู่ แต่หลักฐานทางคดีไม่ปรากฎหรือมีการบันทึกเอาไว้เป็นหลักฐาน ข้อมูลในส่วนนี้ จึงไม่ครบถ้วนสมบูรณ์

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อราวปี พ.ศ. 2520 เหยื่อรายนี้เธอเป็นคนบางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก มีสามีและลูกชาย 1 คน ครอบครัวน่าจะเป็นสุขดี

แต่แม่ผัวไม่ชอบเธอ เพราะเธอมาจากครอบครัวที่ยากจน และเกรงว่าเธอจะมาเกาะลูกชายกิน จึงไล่ให้ลูกชายไปทํางานที่จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยหวังจะแยกเธอออกจากสามีซึ่งเป็นลูกของเธอเอง

แม่ผัวพยายามผลักไสไล่ส่งเธอตลอดเวลา แต่เธอก็อดทนรอเรื่อยมา จนกระทั่ง สามีของเธอได้ติดต่อและส่งที่อยู่ที่จังหวัดอุตรดิตถ์มาให้ ทําให้แม่ผัวเธอโกธรมาก เธอจึงตัดสินใจที่จะไปตามหาสามีของเธอที่อุตรดิตถ์

แม่ผัวจึงออกอุบาย แสร้งทําเป็นเหมือนหวังดี แต่แท้จริงแล้วประสงค์ร้าย แม่ผัวได้ฝากเธอไปกับคนขับรถบรรทุก

แล้วบอกคนขับที่เคยแอบชอบเธออยู่ว่า “แกจะเอามันไปทิ้งไว้ที่ไหนก็ได้นะ แล้วแกจะปลํ้ามันก็ได้นะ คิดซะว่าเป็นค่ารถ อย่าให้มันกลับมาได้เลยยิ่งดี”

คนขับรถบรรทุกเป็นคนแรกที่ข่มขืนเธอ แล้วมันเอาเธอไปทิ้งไว้ที่สถานีรถไฟพิษณุโลก โดยเธอไม่มีเงินติดตัวแม้แต่บาทเดียว

เธอเลยขึ้นรถไฟเที่ยวพิษณุโลก-เชียงใหม่ โดยไม่มีตั๋ว แล้วถูกนายตั๋วไล่ลงที่สถานีพรหมพิราม ขณะที่เธอยืนเก้ ๆ กัง ๆ ไม่รู้จะทําอย่างไรดี

ตาแหยมชายวัยกลางคน ที่เคยต้องโทษคดียาเสพติด ชาวบ้านไม่ค่อยจะคบหาสมาคมด้วย ได้เข้าไปชักชวนให้เธอไปค้างที่บ้าน ซึ่งอยู่ที่ท้ายหมู่บ้านก่อน เธอไม่มีทางเลือกเพราะฟ้าเริ่มมืดแล้ว และเธอก็ไม่รู้จักใครที่นี่

ตาแหยมทิ้งให้เธอเฝ้าบ้านอยู่คนเดียว แล้วขอตัวไปทําธุระที่หมู่บ้านอื่น

คืนนั้นกลุ่มวัยรุ่นลูกชายของผู้ใหญ่บ้าน มาสูบกัญชาที่บ้านของตาแหยม เมื่อเมาได้ที่พวกมันก็ลุมข่มขืนเธอเป็นกลุ่มแรก

ข่าวลือเรื่อง “ไก่หลง” แพร่สะพัดออกไป พวกหมาป่าหื่นกามต่างก็มุ่งหน้ามาสู่บ้านตาแหยม พวกมันข่มขืนเธอบนแคร่ บนเนินดิน บนหนองนํ้า

เธอหนีหัวซุกหัวซุน แต่ไม่ว่าเธอจะหนีไปทางไหน ก็มีแต่มนุษย์กระหื่นจ้องขยํ้าเธอไปซะทุกที ว่ากันว่าเธอพยายามกระเสือกกระสนไปที่สถานีรถไฟ เพื่อจะได้ไปให้ทันรถไฟเที่ยวขึ้น แต่เธอไปไม่ถึง

ในบันทึกบอกว่า พบศพเธออยู่ในสภาพที่บอบช้ามาก แต่ในความจริงโหดร้ายยิ่งกว่า เพราะในข่าวหนังสือพิมพ์ที่ทําข่าวของเธอบอกว่า เธอถูกรถไฟชนขาด 3 ท่อน จริง ๆ แล้วน่าจะเรียกว่ารถไฟทับมากกว่า เพราะเธอถูกพาดวางกับรางรถไฟ

โดยคนร้ายที่ข่มขืนเธอเกิดกลัวความผิด จึงออกตามหาเธอแล้วมาเจอเธอที่รางรถไฟ พวกมันลงมือทําร้ายเธอแล้วเอาเธอวางพาดไว้กับรางรถไฟ แกล้งทําให้เป็นอุบัติเหตุ โดยจากรูปการณ์แล้วน่าจะเป็นอุบัติเหตุ เพราะเธอไม่มีญาติมาร้องทุกข์

ชาวบ้านและกลุ่มคนร้ายก็ไม่มีใครให้ความร่วมมือ อีกทั้งยังพยายามเบี่ยงเบนคดี แต่ตํารวจไทยก็เก่งฉกาจ มีการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่

จากคดีที่ดูซับซ้อนซ่อนเงื่อน แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถไขคดีนี้จนสามารถจับกุมผู้ร้ายได้เกือบทั้งหมด

ว่ากันว่า คดีนี้เป็นคดีโทรมหญิงที่มีผู้ต้องหามากที่สุดในประวัติอาชญากรรมของไทย และเป็นที่น่าสังเวชใจของผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก เพราะผู้ต้องหาในคดีนี้มีทุกวัย ตั้งแต่เด็ก วัยหนุ่ม วัยกลางคนและวัยชรา

และที่น่าอนาถไปกว่านั้น คือแม้แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็คือผู้ใหญ่บ้าน แทนที่จะช่วยเหลือเธอ แต่กลับทําทารุณกลับเธอซ้ำซะอีก

ตามคําให้การบอกว่า ขณะที่พวกมันกระทํากับเธอ เธอไม่มีแรงแม้แต่ที่จะต่อสู้หรือขัดขืน ร่างของเธอสั่นระทมไปด้วยความเจ็บปวด

จะมีก็มีแต่เสียงที่แผ่วเบา พูดซํ้าไปซํ้ามาว่า “อย่าทําชั้นเลย ชั้นกลัวแล้ว ปล่อยชั้นไปเถอะ” แต่กลับไม่มีใครได้ยินเสียงคำขอร้องจากเหยื่อเลยสักคน

และที่น่าสมเพชมากไปกว่านั้น มันข่มขืนเธอจนเธอสลบ พวกมันคิดว่าเธอตายแล้ว มันจะเอาเธอไปเผาทําลายหลักฐาน โดยว่าจ้างสัปเหร่อให้เผาภายในคืนนั้น

ในขณะที่สัปเหร่อกําลังทําความสะอาดร่างของเธอ แต่เธอฟื้นขึ้นมา พวกมันเลยลงมือข่มขืนเธอต่อบนที่เผาศพ

โดยในคดีนี้ ตํารวจจับคนร้ายได้มากกว่า 30 คน โดยแยกเป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มที่กระทําชําเรา และกลุ่มที่ฆาตกรรมเธอ

ในสุดท้ายของคดีนี้ ผู้ที่ถูกจับดำเนินคดี บางคนกลับกลายเป็นชายขอทานเร่ร่อน ที่สร้างเพิงนอนอยู่ข้างทางรถไฟ

คดีดังกล่าวนี้ คือความอัปยศของชาวพรหมพิราม คดีนี้ ภายหลังได้ถูกสร้างเป็นหนังภาพยนต์ ซึ่งผู้ต้องหามีอายุน้อยที่สุดในคดีคือ 9 ปี และอายุมากที่สุด 65 ปี

คดีนี้ เป็นเรื่องที่สะเทือนขวัญประชาชนมากในขณะนั้น เพราะเป็นการกระทำที่โหดร้ายมาก ทั้ง ๆ ที่เป็นคนด้วยกัน

นอกจากนั้น หลายฝ่ายถูกด่า ทั้งตำรวจ ทั้งการรถไฟ และนักข่าวช่วงนั้นก็กลายเป็นฮีโร่ไป

ขณะที่ศัพท์ใหม่ด้านการข่มขืน ก็มีเพิ่มขึ้น เช่น ลงแขก หรือ เวียนเทียน เป็นต้น

อาชญากรรมสะเทือนขวัญนี้ ที่กล่าวได้ว่า ไม่เพียงแต่จะสร้างความอัปยศให้กับพี่น้องชาวอำเภอพรหมพิรามแล้ว จากการที่อมนุษย์จำนวน 30 ชีวิต

ก่อกรรมอันเลวร้าย ที่สุดในประวัติศาสตร์ รุมข่มขืนกระทำชำเราหญิงสาวต่างถิ่นด้วยความไร้จิตสำนึกปราศจากมนุษยธรรม เป็นการกระทำที่มนุษย์ไม่พึงกระทำต่อกัน

และนี่คืออุทาหรณ์ครั้งสำคัญ ที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย ไม่ว่าจะเป็นยุคไหนหรือสมัยใด

ถ้าในวันนั้น การ์ดรถไฟไม่ไล่หญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายลงจากรถไฟเพราะไม่มีเงินจะตีตั๋ว เหตุการณ์เลวร้ายก็คงจะไม่เกิดขึ้น ถ้าความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ยังมีฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของคน และคดีอัปยศก็จะไม่เกิดขึ้น ถ้ากลุ่มคนทั้ง 30 ชีวิตนั้นมีความเป็นคน..

อ่านเรื่อง แนนนี่ ดอลล์ ฆาตกรเส้นตื้น ได้ที่นี่

สนับสนุน โดย Joker Slot , Sa game , Sexy Game , Joker Game , UFABET 72 , Esport , Sa gaming , Sexy gaming , Sa gaming , joker gaming , Joker slot  , Slot game , Joker slot , Joker slot

Categories
Uncategorized

แนนนี่ ดอลล์ ฆาตกรเส้นตื้น

แนนนี่ ดอลล์ ฆาตกรเส้นตื้น

แนนนี่ ดอลล์ ฆาตกรเส้นตื้น เธอเป็นผู้หญิงโหยหาความรัก จนกลายเป็นฆาตกรวางยาพิษสามีถึง 4 คน นอกจากนั้นยังฆ่า ลูก หลาน น้องสาว แม้กระทั้ง แม่บังเกิดเกล้า

เธอเล่าเรื่องการฆาตกรรมด้วยเสียงหัวเราะคิกคัก จนได้รับฉายาว่า “คุณยายเส้นตื้น” และ “แม่ม่ายเริงร่า”

แนนนี่ ดอลล์ หรือชื่อเดิมคือ แนนนี่ แฮเซิลถือกำเนิดในปี 1905 ในครอบครัวเกษตรกรที่แสนยากจน ในหมู่บ้านที่อยู่ในหุบเขา ทางตอนตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐอลาบานา ประเทศสหรัฐอเมริกา

แนนนี่ มีน้องสาวสามคน น้องชายอีกคน แม่ชื่อ ลูลิสา เป็นแม่ที่ชอบจู้จี้จุกจิ และกลัวสามีอารมณ์ร้าย นามเจมส์ แฮเซิ

ด้วยความที่พ่อใจร้าย เจ้าอารมณ์ ทำให้ชีวิตในวัยเด็กของแนนซี่ไม่ค่อยมีความสุขมากนัก เจมส์ แฮเซิล เป็นนายใหญ่ของบ้าน ทุกคนในบ้านต้องปฏิบัติ

วันไหนที่ครอบครัวจะทำไร่ทำนา พวกลูก ๆ ต้องหยุดเรียนเพื่อมาทำไร่ทั้งวัน ถ้าไม่ทำตาม บทลงโทษที่ตามมาคือ การเฆี่ยนตี

แนนนี่ต้องทำงานบ้านอย่างนักหนัก สำหรับเด็กอายุแค่ 5 ขวบ แต่ต้องทำงานเกินเด็ก เช่น ตัดไม้ พรวนดิน ถางหญ้า ล้างหม้อ ล้างกะทะ จนชาวบ้านรู้กันทั่ว ว่าถ้าไฟบ้านแฮเซิลไม่ดับเวลากลางคืน แสดงว่าครอบครัวนี้กำลังทำงาน

ไม่มีความบังเทิงใด ๆ ทั้งสิ้นในครอบครัวของแนนนี่ เพราะการไปเที่ยวคือสิ่งต้องห้ามของครอบครัวแฮเซิล

นอกจากนั้น ครอบครัวนี้ยังห้ามเครื่องสำอาง การสวมถุงน่อง การตกแต่งทรงผม การใส่เสื้อรัดรูป ห้ามทุกอย่าง

ทำให้สิ่งบังเทิงสิ่งเดียวของแนนนี่ที่เป็นเด็ก มีสิ่งเดียวเท่านั้นคือ การนั่งดูแสงตะเกียงแกว่งไกวเข้าจังหวะ พร้อมกับจิตนาการในโลกส่วนตัว

ความจริงแล้ว แฮเซิลผู้พ่อ ไม่ค่อยชอบแนนนี่สักเท่าไหร่ เพราะเธอมักชอบแหกกฎของครอบครัวประจำ โดยเฉพาะความรัก เธอเป็นคนประเภท “มีความรักไม่รู้จักพอ”

เวลาว่าง ๆ ที่พ่อเผลอ เธอมักทำอะไรโน่นอะไรนี้กับเด็กผู้ชายที่ชอบเธอที่เพิงเก็บหญ้า หรือฉางข้าวโพดเป็นประจำ

ส่วนผู้ชายทั้งหลายก็ชอบเธอด้วยสิ เธอทั้งผมดำ ตาดำ และเสียงหัวเราะคิกคักสดใสของเธอ

ด้วยเหตุนี้ พ่อของแนนนี่ จึงทนไม่ไหว จึงคิดเห็นการจับแนนนี่กับผู้ชายที่เขาเลือกเอาไว้ ก่อนที่เธอจะทำอะไรเกินหน้าเกินตากับครอบครัว

ชาร์ลีย์ แฮเซิล คือผู้โชคดีในขณะนั้น และโชคร้ายในเวลาเดียวกัน…

ชาร์ลีย์ แฮเซิล เป็นเด็กหนุ่มที่ทำงานปั่นด้ายที่แนนนี่ทำงานอยู่ เขาเป็นหนุ่มหล่อ ผมหยัก ขยัน และนี้เองที่ทำให้พ่อของแนนนี่ชอบมากกว่าวัยรุ่นทั่วไป ถึงกับจับชาร์ลีย์และแนนนี่มาแต่งงานกันในปี 1921

แต่แนนนนี่ ไม่ชอบนายคนนี้เลยสักนิด หลายปีต่อมา แนนนี่บันทึกหลังแต่งงานกับชายคนนี้ว่า…

“ฉันแต่งงานตามที่พ่อตั้งการ กับเด็กหนุ่มที่ฉันรู้จักแค่สี่ห้าเดือน เขาไม่มีครอบครัว มีแม่คนเดียว และครอบงำชีวิตฉันโดยสิ้นเชิงเมื่อเราแต่งงานกัน เธอไม่เคยว่าลูกชายเมื่อเขาทำอะไรผิด เธอบงการเขาทุกเรื่อง แม้กระทั้งแม่ของฉันเธอก็ไม่ยอมให้นอนค้างด้วย”

แนนนี่เกลียดแม่ของสามีมากและยิ่งเพิ่มความกดดันไปอีก เมื่อแนนซี่มีลูกสาวถึง 4 คน ในช่วงเวลา 4 ปี คนแรกชื่อ เมลวิน เกิดปี 1923 คนสุดท้อง ฟลอรีน 1927

ความกดดันกับการเลี้ยงลูกๆ และความเอาแต่ใจของแม่สามี ทำให้แนนนี่เริ่มหันหาเหล้าบุหรี่ และเป็นชู้

ชีวิตแต่งงานของแนนนี่เริ่มลุ่มๆ ดอนๆนับวันยิ่งห่างเหินกับสามี ประมาณว่าถ้าคนทั้งคู่กินอาหารบนโต๊ะร่วมกันแสดงว่าเป็นเรื่องบังเอิญ

จนกระทั้งต้นปี 1927 จู่ๆ ครอบครัวแบร็กส์ เสียลูกสาวสองคนในคราวเดียวกัน ด้วยสาเหตุอาหารเป็นพิษทั้งคู่ แพทย์ท้องถิ่นระบุว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่ชาร์ลีย์ แบร็กส์ไม่เชื่อ นับตั้งแต่นั้นมาชาร์ลีย์ก็ไม่กินอาหารและเครื่องดื่มของแนนนี่อีกเลย

จนในที่สุดชาร์ลีย์ก็ทนไม่ไหว ปี 1928 ชาร์ลีย์ควงผู้หญิงใหม่เข้ามาบ้าน แนนนี่โกรธสุดขีด เธอเก็บเข้าของ พาลูกที่เหลือออกจากบ้าน พร้อมคำสาปแช่งของแนนนี่ต่อสามีและผู้หญิงใหม่

โชคดีที่ชาร์ลีย์รอด เพราะหลังจากนั้น สามี คนที่ สอง สาม สี่ และห้า ของแนนนี่ ก็ตายอย่างลึกลับ พวกเขาเหล่านั้นพบจุดจบอย่างน่าสยดสยอง ไม่มีเวลามานั่งฟังคำสาปของแนนนี่เลยสักคน

หลังจากแยกทางกับชาร์ลีย์ แบรกส์ แนนนี่ก็กลับไปอยู่กับครอบครัวของเธอและทำงานโรงงานปั่นด้ายตามเดิม

ในช่วงเวลานี้แนนนี่เริ่มหาคู่เยียวยารักษาแผลใจ ทางจดหมาย เธอหวังว่า ชายคนนั้นจะตอบสนองความรักของเธอได้

และแล้วจดหมายที่แนนนี่ชอบที่สุด เป็นจดหมายของคนทำงานในโรงงานแห่งหนึ่งนามว่า แฟรงค์ ฮาร์เรลสัน เขาหล่อราวกับเทพบุตร ยิ้มเหมือนดารา แค่ปีเดียว การดูตัวก็สิ้นสุด แนนนี่แต่งงานกับแฟรค์ ปี 1929

แค่ปีเดียวหลังแต่งงานกัน แฟรงค์ เทพบุตรกับกลายเป็นปีศาจ ชายคนนี้มีประวัติติดคุกหัวโต ขี้เหล้า เมาแล้วชอบอาละวาด แต่อย่างนั้นแนนนี่และลูกสาวทั้งสองคนก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ยาวนานถึง 16 ปี

ปี 1920 เมลวินา และ ฟลอรีน ลูกสาวสองคนของแนนนี่ โตเป็นสาวแล้ว ทั้งคู่ต่างแต่งงาน มีครอบครัว เมลวินได้ลูกชาย ชื่อ โรเบิร์ต

พอถึงเดือนกุมภาพันธ์ 1945 ก็ตั้งท้องอีก สามี โมเซ เฮนส์ จึงรับแม่ภรรยา มาช่วยดูแลลูกสาวทั้งคืน ทั้งเช็ด ปลอบประโลม จนกระทั้งเมลวินาคลอดลูกเป็นผู้หญิง

และไม่กี่ชั่วโมงเด็กคนนั้นก็ตาย..

เมลวินาซึ่งตอนนั้นกำลังสลึมสลือ เธอพึ่งตื่นหลังยาสลบหมดฤทธิ์ ในตอนนั้นเธอชำเลืองเห็นแม่นั่งอุ้มหลานไว้ในอ้อมแขน จากนั้นก็เห็นแม่เอาปิ่นปักหมวกปักกลางหัวของหลานอย่างสุขใจ

ภาพนี้รบกวนเมลวินาตลอดเวลา ยังไม่ทนเอ่ยปากถามแม่ อีก 6 เดือนต่อมา โรเบิร์ต ลูกชายของเมลวินาก็เสียชีวิตอีกในระหว่างการดูแลของแนนนี่ โดยสาเหตุขาดออกซิเจน

เนลวินาหัวใจสลาย ส่วนแนนนี่หัวเราะชอบใจเพราะได้ค่าประกันชีวิตที่เธอทำไว้ให้หลาน

การตายของเด็กสองคนของเมลวินา ไม่มีใครให้ความสนใจมากนัก เพราะช่วงนี้พอดีอเมริกาเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 พอดี คนอเมริกาต่างจดใจจดจ่อกับสงครามที่อยู่ข้างหน้า มากกว่าการตายของคนในประเทศ ทำให้คดีเด็กสองคนเก็บเข้ากรุอย่างน่าเสียดาย

16 กันยายน 1945 ความอดทนของแนนนี่ต่อแฟรงค์ สิ้นสุดลง เมื่อเธอพบว่ามีขวดเหล้าซกในกอกุหลาบแสนรักของเธอ เธอโกรธมาก เธอต้องทำอะไรสักอย่าง

คืนนั้นแฟรงค์ ฮาร์เรลสัน เกิดอาการป่วยประหลาด เจ็บปวด ทรมาน เนานอยู่หลายชั่วโมง ก่อนที่จะตายด้วยวัย 38 ปี ในขณะที่แนนนี่เอาขวดเหล้าข้าวโพดเปล่ามาล้างจานอย่างสบายอารมณ์

เรื่องราวชีวิตของแนนนี่หยุดหายไปช่วงหนึ่ง เนื่องจากแนนนี่ย้ายที่อยู่เป็นว่าเล่น

จนสุดท้ายเธอมาหยุดที่เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง ชื่อเล็คซิงตัน รัฐแคโรไลนาเหนือ

ปี 1947 เธอหยุดที่เมืองนี้เพื่อไปดูตัวคู่ในคอลัมน์เสี่ยงรัก โดยสามีใหม่คนนี้ชื่อ อาร์ลี แลนนิง แค่พบครั้งแรกก็ตกลงปลงใจแต่งงานกันอีกสองวันต่อมา

ต่อมาไม่นานนัก อาร์ลีเกิดตายอย่างปัจจุบันทางด่วน หมอบอกว่าเป็นเพราะหัวใจล้มเหลว ก่อนตายบ่อบอกว่าเขาเจ็บปวดทรมานอยู่สองสามวันก่อนสิ้นลม มีอาการเหงื่อออก อาเจียน วิงเวียน หน้ามืด ก่อนที่เขาจะตายในที่สุด

ในงานศพอาร์ลี แนนนี่แสดงบทแม่ม่ายสูญเสียสามีแบบตีบทกระจุย

“รู้ไหมว่าเขาพูดอะไรก่อนสิ้นลม” แนนนี่ซับหน้าตา “ต้องเป็นกาแฟถ้วยนี้แน่

ความจริงแล้วเมื่ออาร์ลีตาย ทรัพย์สมบัติต้องตกน้องสาวของอาร์ลี แต่พอดี วันที่ 21 เมษายน บ้านอาร์ลีเกิดไฟไหม้บริษัทประกันจึงส่งเช็ดให้ภรรยาม่ายในขณะนั้น คือแนนนี่ ซึ่งในขณะนั้นพักอยู่กับแม่ของอาร์ลี

แนนนี่รับเช็คและเผ่นออกไปจากรัฐแคโลไลนาเหนือ หลังการเสียชีวิตอย่างลึกลับของนางแลงนิงแม่ของอาร์ลี

ไม่กี่วันต่อมา 30 มิถุนายน โดวี่ น้องสาวของแนนนี่ ก็สิ้นใจขณะกำลังหลับในขณะที่แนนนี่ขอมาพักอาศัยอยู่ด้วย

ปี 1952 รูปร่างของแนนนี่ในขณะนั้นเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อครั้งยังสาว เธอเริ่มรู้ว่าหุ่นอย่างเธอจะหาสามีหนุ่มเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว เธอเริ่มหาชายที่มีอายุ

ริชาร์ด แอล.มอร์ตัน นักธุรกิจปลดเกษียณ์ คือสามีล่าสุดของแนนนี่
ถึงแม้เอวแนนนี่จะใหญ่ขึ้น แต่เสียงหัวเราะคิกคักแบบเด็กสาวของเธอยังอยู่ อีกทั้งจากประสบการณ์กับสามีหลายคนทำให้แนนนี่จับสามีคนนี้ไม่ยาก

ปี 1952 แนนนี่หอบผ้าไปอยู่กับสามีใหม่ที่เมืองเอ็มโพเรีย โดยมีความหวังว่าจะสมหวังรักครั้งนี้สักที


แซม ดอสส์ สามีคนที่ 5 คือเหยื่อที่แนนนี่ฆ่าเพราะเหตุผลนั้น แซมเขาเป็นคนเคร่งศาสนา เจ้าระเบียบ ขี้เหนียว ไม่ชอบแนนนี่ที่วันๆ เอาแต่อ่านนิยายน้ำเน่า ดูหนังฟังวิทยุรายการน้ำเน่า

จนกระทั้งแซมจัดแนนนี่เป็นผู้รับเงินประกันชีวิตนี้แหละ คือที่มาของจุดจบที่สยดสยอง


กันยายน1953 คืนนั้นเองเขาเริ่มมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง นอนบิดไปบิดมา เขานอนป่วยอย่างทรมานบนเตียงในบ้านนานหลายวัน อาการทรุดลง น้ำหนักหายไปหลายกิโล จนต้องส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง

วันที่ 5 ตุลาคม แนนนี่ต้อนรับการกลับบ้านของสามีด้วยหมูย่าง และกาแฟ
สองยามต่อมา ดอสส์ก็สิ้นใจ

แต่คราวนี้แนนนี่ผิดมหันต์ เมื่อหมอสงสัยการตายของดอสส์ จึงทำการชันสูตร ผลสรุปคือ แซม ดอสส์ ไม่ได้เสียชีวิตตามธรรมชาติ

ในลำไส้และกระเพาะอาหารมีหมูย่างและสารหนูในปริมาณมากสามารถฆ่าม้าได้ทั้งคอกอย่างสบาย แนนนี่ ดอสส์ ไม่สามารถตอบคำถามว่าสารหนูเหล่านี้มาจากไหน ตำรวจจึงรีบคุมตัวทันที

หลังจากแนนนี่ให้การรับสารภาพ ตำรวจรื้อพื้นคนตายที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับแนนนี่ทั้งหมดมาสืบสวน

พบว่า ศพสามีคนก่อน 4 คน แม่ของอาร์ลี แลนนิง พบสารหนูพบทุกศพ ยกเว้น แม่ของแนนนี่, น้องสาวแนนนี่ที่ชื่อโดวี่, หลานชาย โรเบิร์ต ไม่พบสารพิษ แต่มีร่องรอยเสียชีวิตเพราะขาดออกซิเจน สันนิษฐานว่าถูกรัดคอตอนหลับ

แนนนี่ถูกส่งฟ้องศาลเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 1955 เธอรับสารภาพข้อกล่าวหา
แนนนี่ถูกตัดสินชีวิตให้จำคุกตลอดชีวิต ยกเว้นโทษประหารชีวิตเพราะเธอเป็นเพศหญิง

แนนนี่ใช้ชีวิตปั้นปลายในเรือนจำรัฐโอคลาโฮมา เสียชีวิตด้วยโรคโลหิตจางในปี 1965 แต่ยังไม่วายยังถวิลหาความรักที่เป็นอมตะชั่วนิรันดร

อ่านเรื่อง ตำนานสุสานคาปูชิน ได้ที่นี่

สนับสนุน โดย Joker Slot , Sa game , Sexy Game , Joker Game , UFABET 72 , Esport , Sa gaming , Sexy gaming , Sa gaming , joker gaming , Joker slot  , Slot game , Joker slot , Joker slot

Categories
Uncategorized

ตำนานสุสานคาปูชิน

ตำนานสุสานคาปูชิน

ตำนานสุสานคาปูชิน ในเมืองซิซิลีของปาแลร์โม มีสุสานของคาปูชิน การฝังศพใต้ดินซึ่งมีผู้คนกว่า 8, 000 คนนอนอยู่

ความผิดปกติของสุสานเหล่านี้คือ ศพที่ดองศพตายซากและโครงกระดูกของคูหาที่ตายแล้วนอน และแขวนอย่างเปิดเผยสร้างองค์ประกอบที่น่ากลัว มันเป็นสุสานที่ใหญ่ที่สุดของมัมมี่ในโลก

ในอิตาลีบนเกาะซิซิลี Catacombs คาปูชิน ตั้งอยู่ภายใต้อารามคาปูชินปาแลร์โม เนื่องจากความจริงที่ว่า ในตอนท้ายของศตวรรษที่ 16 จำนวนของพระภิกษุและสามเณรที่อาศัยอยู่ในวัดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

คำถามที่เกิดขึ้น เพื่อที่จะฝังศพของพี่ชายที่เสียชีวิต มีการตัดสินใจที่จะจัดพิธีฝังศพในห้องใต้ดินใต้โบสถ์วัด

พี่ชายคนแรกของ Silvestro จาก Gubbio ถูกฝังที่นี่ในปี 1599

และต่อมา ศพของพระสงฆ์หลายคนที่เสียชีวิตก่อนหน้านี้ถูกฝังที่นี่ ไม่มีที่ว่างเหลืออยู่ในห้องของห้องใต้ดิน และคาปูชินขุดขึ้นทางเดินยาวซึ่งการฝังศพของพระผู้ตายถูกฝังอยู่จนกระทั่ง 2414

เมื่อเวลาผ่านไป ผู้มีพระคุณที่ร่ำรวยและร่ำรวย เริ่มแสดงความปรารถนาว่า หลังจากความตายร่าง ของพวกเขาจะถูกวางไว้ในคาปูชินในสุสานในปาแลร์โม

สำหรับการฝังศพของบุคคลที่ฆราวาสขุด cubicles และทางเดินเพิ่มเติม การฝังศพในสุสานปาแลร์โมในศตวรรษที่ 18-19 กลายเป็นเกียรติ ผู้แทนของตระกูลชนชั้นสูงและครอบครัวที่ร่ำรวยของปาแลร์โมยื่นขออนุญาตฝังศพเจ้าอาวาส

ในปี 1882 การฝังศพทั้งหมดใน Catacombs ของ Capuchins

ซึ่งในเวลานี้ประมาณ 8, 000 คนที่อาศัยอยู่ในปาแลร์โมพระและนักบวชถูกหยุดอย่างเป็นทางการถูกหยุดอย่างเป็นทางการ

หลังจากวันที่นี้มีผู้เสียชีวิตเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่อยู่ใน Catacombs สำหรับคำขอพิเศษและพิเศษรวมถึง Giovanni Paterniti และ Rosalia Lombardo

วันนี้มันเป็นซากศพที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักของสุสานใต้ดินแห่งนี้

ในศตวรรษที่ 17 พระภิกษุได้ตั้งข้อสังเกตว่าด้วยบรรยากาศและดินของสุสานใต้ดินร่างกายเหล่านี้แทบไม่ได้ถูกย่อยสลาย ตั้งแต่นั้นมา มีการใช้วิธีพิเศษเพื่อเตรียมซากศพของคนตายสำหรับคาปูชินในสุสาน

พวกเขาถูกทำให้แห้งในห้องพิเศษ ห้องใต้ดิน จากนั้นศพมัมมี่ถูกล้างด้วยน้ำส้มสายชูและสวมใส่เสื้อผ้าให้ญาติ

หลังจากนั้น มัมมี่ก็ถูกแขวนเอาไว้นั่ง และวางไว้ในที่โล่งในห้องเล็ก ๆ และทางเดินและบางศพถูกวางในโลงศพ

ในช่วงเวลาของโรคระบาด ศพถูกเก็บรักษาค่อนข้างแตกต่าง ศพถูกแช่ในสารละลายของสารหนูหรือมะนาว และจากนั้น จัดแสดงในแกลเลอรีและห้องโถง

สุสานใต้ดินขนาดใหญ่สำหรับโอกาสที่จะสำรวจ มันถูกแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ คือ พระสงฆ์ พระสงฆ์ ผู้ชาย ผู้หญิงเวอร์จิน คู่แต่งงาน เด็กอาชีพ

ส่วนที่เก่าแก่ที่สุดของพวกเขาคือทางเดินของพระสงฆ์ซึ่งมีการฝังศพตั้งแต่ปี ค.ศ. 1599 ถึง 1871

ในทางขวาของเขาใกล้กับส่วนที่เป็นมัมมี่จาก 40 คนที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและนักบวชและพระที่เคารพนับถือมากที่สุด

ในทางเดินของมนุษย์ถูกวางร่างของฆราวาสจากในหมู่ผู้บริจาควัด และผู้มีพระคุณ ที่จุดตัดของแกลเลอรี่ของนักบวชและผู้ชายเป็นลูกบาศก์ ห้องของเด็ก

ในใจกลางของห้องโถงขนาดเล็กนี้มีแม่ของเด็กผู้ชายคนหนึ่งในเก้าอี้โยกถือน้องสาวและในซอกรอบร่างกายเด็กอีกหลายสิบ

จนถึงปี 1943 หอศิลป์ของผู้หญิงถูกปิดด้วยแท่งไม้และมัมมี่ทั้งหมดได้รับการปกป้องด้วยกระจก หลังจากการทิ้งระเบิดในปี 1943 ตาข่ายและกระจกหนึ่งอันถูกทำลายลงและซากที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง

วันนี้มัมมี่ส่วนใหญ่อยู่ในแนวราบและร่างกายที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้หลายแห่ง ก็แสดงผลในแนวตั้งขนานไปกับทางเดินของผู้ชาย มีแกลลอรี่ของมืออาชีพ ที่มีร่างของนักกฎหมาย และอาจารย์นักแกะสลัก และศิลปินแพทย์และทหารมืออาชีพตั้งอยู่

หนึ่งในตำนานของปาแลร์โมบอกว่า ร่างของจิตรกรชาวสเปนชื่อดัง ดิเอโก้ เวลาเกซ ตั้งอยู่ในสุสานของคาปูชิน ซึ่งอยู่ในทางเดินของมืออาชีพ อย่างไรก็ตามไม่มีหลักฐานไม่พบการพิสูจน์

ที่จุดตัดของแกลเลอรี่มืออาชีพและผู้หญิงมีห้องโถงเล็ก ๆ ที่เป็นที่ตั้งศพของหญิงพรหมจารีและหญิงโสด ประมาณหนึ่งโหลศพถูกวางและติดกับไม้กางเขน หัวของพวกเขาสวมมงกุฎโลหะมงกุฎ เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์

ทางเดินใหม่เป็นส่วนที่อายุน้อยที่สุดของ Catacombs

ซึ่งในปี 1837 หลังจากที่บ้านถูกแนะนำให้แสดงซากของคนตายโลงศพพร้อมผู้ตายถูกสร้างขึ้น อันเป็นผลมาจากการทิ้งระเบิดในปี 2486 และไฟใน 2539

ส่วนหลักของโลงศพถูกทำลายและส่วนที่เหลือก็ติดตั้งตามกำแพง นอกจากนี้ ในมัมมี่เดินใหม่ของหลายครอบครัวตั้งอยู่ที่ร่างของพ่อแม่และเด็กวัยรุ่นหลายคนจะถูกรวบรวม

Rosalia Lombardo เด็กหญิงอายุ 2 ขวบที่เสียชีวิตด้วยโรคปอดบวม ในปี 2463

ได้ยกย่อง Catacombs of Capuchins ร่างของเธอตั้งอยู่ในใจกลางของโบสถ์เซนต์โรซาเลีย

ซึ่งจนกระทั่งปี 1866 อุทิศตนให้กับพระมารดาแห่งพระเจ้าที่เศร้าโศกในโลงแก้ว

ลักษณะเฉพาะของโรซาเลียและผู้ศรัทธาเรียกสิ่งนี้ว่าปาฏิหาริย์นั่นคือร่างกายของเธอถูกเก็บไว้อย่างไม่เน่า ดวงตา ​​ผม ขนตา เนื้อเยื่อใบหน้าที่อ่อนนุ่ม

การแต่งศพของเธอดำเนินการโดยดร. อัลเฟรโดซาลาเฟีย ซึ่งนักวิทยาศาสตร์อเมริกันที่เป็นความลับสามารถค้นพบเมื่อไม่นานมานี้ ห

ลังจากที่ฝังศพของร่างกายของ Rosalia ใน Catacombs ของ Capuchins ไม่มีใครถูกฝังที่นี่อีกต่อไป

อ่านเรื่อง คดีฆาตกรรมครอบครัววัตต์ ได้ที่นี่

สนับสนุน โดย Joker Slot , Sa game , Sexy Game , Joker Game , UFABET 72 , Esport , Sa gaming , Sexy gaming , Sa gaming , joker gaming , Joker slot  , Slot game , Joker slot , Joker slot

Categories
Uncategorized

คดีฆาตกรรมครอบครัววัตต์

คดีฆาตกรรมครอบครัววัตต์

คดีฆาตกรรมครอบครัววัตต์

ครอบครัววัตต์ประกอบไปด้วยคุณพ่อชื่อคริส วัตต์ คุณแม่ชื่อ แชนอนท์ วัตต์ ลูกสาววัย 4 ขวบชื่อ เบลลา วัตต์ และลูกสาววัย 3 ขวบ ชื่อ เซเลซ

ทั้ง 4 คนอยู่ด้วยกันอย่างอบอุ่น มีบ้านหลังใหญ่ คุณแม่ทำงานเป็นพนักงานขายระดับ TOP5 ของบริษัท คุณพ่อทำงานเกี่ยวกับวิศวกรรมปิโตรเลียม

แต่เรื่องราวมักไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เพราะครอบครัวนี้ต้องเผชิญกับปัญหาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสุขภาพของตัวคุณแม่ ที่เป็นโรคพุ่มพวง หรือลูกน้อยทั้ง 2 คนที่ป่วยด้วยโรคแพ้ถั่วและมีอาการหลอดลมตีบอีกด้วย

กว่าครอบครัวนี้จะผ่านอุปสรรคมาได้ นับว่าล้มจนลุกอยู่หลายครั้ง

แต่ถึงอย่างไรแชนอนท์ ภรรยาคนสวยก็ยังคงรักและดูแลสามีของเธออย่างดี พร้อมทั้งดูแลลูกน้อยทั้ง 2 คนด้วยความรักและเอาใจใส่อย่างที่แม่คนหนึ่งจะให้ลูกได้

จนแชนอนท์นั้นตั้งท้องลูกชายคนที่ 3 สามีของเธอเมื่อรู้ว่าแชนอนท์ตั้งท้องก็ดีใจเพราะเขาอยากจะมีลูกคนที่ 3 อยู่แล้ว

แต่เมื่อเวลาผ่านไป คริสได้รู้จักกับหญิงสาวคนหนึ่งในที่ทำงาน เธอชื่อว่านิโคล นิโคลได้เข้ามาในชีวิตของคริส และแน่นอนว่าทั้งคู่แอบคบหากับลับหลังแชนอนท์

แชนอนท์เธอไม่รู้เลยว่าสามีของเธอนั้นกำลังแอบนอกใจ แต่ก็สัมผัสได้ว่าคริสเปลี่ยนไป ช่วงที่เธอไปทำงานที่ต่างเมือง คริสมักจะไม่ค่อยรับโทรศัพท์เธอ ข้อความไม่ค่อยตอบ และดูจะห่างเหินเธอมากกว่าเดิม

สัญชาตญาณของผู้หญิงรับรู้ได้แล้วว่าคริสอาจจะมีผู้หญิงคนอื่น และเธอที่กำลังท้องอยู่นั้นก็ทำให้คิดมากจนทั้งคู่มีปกาเสียงทะเลาะกันอยู่บ่อยครั้ง

แชนอนท์เธอเดินทางไปบ้านของพ่อและแม เธอเอาลูกทั้ง 2 คนไปด้วย เป็นเวลา 6 อาทิตย์ที่แชนอนท์อยู่ที่นั่น

ในอาทิตย์สุดท้ายคริสถึงจะสามารถลางานไปได้ แต่ในช่วงที่ทั้งคู่ห่างกัน 5 อาทิตย์นั้นคริสได้ลอบพบกับนิโคล ชู้รักของเขาลับหลังแชนอนท์ ทั้งคู่ออกเดทกัน ไปค้างคืนกัน

ก่อนที่คริสจะมาหาแชนอนท์นั้น เขาได้เขียนจดหมายรักถึงนิโคลด้วย ถึงแม้ว่าคริสจะไปหาแชนอนท์แล้วนั้นเขาก็ยังแอบคุยกับนิโคลอยู่ตลอดเวลา คริสและแชนอนท์จึงมีปากเสียงกันอยู่บ่อยครั้ง

เมื่อทั้งคู่กลับมาอยู่ที่บ้าน แชนอนท์ต้องเดินทางไปทำงานที่ต่างเมืองอีกครั้ง ครั้งนี้เธอไปกับเพื่อนสนิทปล่อยให้คริสและลูกน้อยทั้ง 2 อยู่ที่บ้าน แชนอนท์ก็คอยส่งข้อความหาอยู่ตลอด

และแน่นอนว่าคริสเองก็ห่างเหินภรรยาเขามาก เขาให้ลูกสาวของเพื่อนมาเลี้ยงลูกและตัวเองก็ไปออกเดทกับนิโคล

แชนอนท์บอกกับเพื่อนว่า เมื่อกลับบ้านแล้วช่วยพาเธอไปรพ.ได้ไหม เพราะเธอคิดว่าคริสคงไม่อยากไปกับเธอ

เวลาประมาณเที่ยงคืนเกือบตี1 แชนอนท์เดินทางกลับถึงบ้านโดยที่เพื่อนสนิทเธอมาส่งที่หน้าบ้าน ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกย้ายกันไปและในวันรุ่งขึ้นเพื่อนเธอจะมารับไปรพ.

ในตอนเช้าเพื่อนสนิทโทรหาแชนอนท์แต่เธอไม่รับสายเลย โทรเท่าไหร่ก็ไม่รับ ไม่มีการโทรกลับ ไม่มีการตอบข้อความ

ด้วยความที่แชนอนท์มีโรคประจำตัวรุมเร้ามากมายนั้นเพื่อนก็เป็นห่วงกลัวว่าเธอจะเป็นล้มล้มอยู่ในบ้าน จึงมาหาที่บ้านก็พบว่าบ้านปิดสนิท หน้าต่างปิดสนิท แต่รถของแชนอนท์ยังอยู่

เธอพยายามจะเข้าบ้านของแชนอนท์แต่ก็รู้เพียงรหัสประตูชั้นแรกเท่านั้น เพื่อนสนิทของแชนอนท์เปิดประตูเข้าไปชั้นแรก

ด้วยระบบเทคโนโลยีมันจึงแจ้งเตือนในโทรศัพท์คริสว่าเพื่อสนิทของแชนอนทท์ได้เปิดประตูเข้าบ้านเขา ขณะนั้นคริสทำงานอยู่ที่ทำงาน

เขาโทรหาเพื่อนสนิทของแชนอนท์และบอกว่าแชนอนท์เธอออกไปกับเพื่อน มีเพื่อนมารับเธอไป

เพื่อนสนิทแชนอนท์งงมากว่าเพื่อนคนไหน เพราะเธอกับแชนอนท์นัดกันไว้ว่าจะไปรพ.กันวันนี้ เพื่อนเธอจึงบอกกับคริสว่าให้รีบกลับมาบ้านเลย เพราะแชนอนท์เธอหายไปและไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ๆ

แต่คริสก็ดูไม่ร้อนใจและบอกว่าอีก 1 ชม . เขาถึงจะถึงบ้านนะ เพราะที่ทำงานไกลบ้านมาก

เพื่อนสนิทแชนนอนท์โทรแจ้งตำรวจให้มาดูในพื้นที่ เพราะเธอทั้งโทรเช็ครพ.แล้ว และดทรหาพ่อแม่แชนอนท์แล้ว ทั้งหมดต่างบอกว่าแชนอนท์เธอไม่ได้ไปที่นั้นเลย ทางตร.โทรหาคริสให้รีบมาที่บ้านเพราะภรรยาเขาหายตัวไป

เมื่อมาถึงคริสก็ไม่ได้ทีท่าร้อนใจใดๆเท่าไหร่นัก แต่เมื่อเพื่อนบ้านของเขาบอกกับทางตร.ว่า บ้านผมมีกล้องวงจรปิดนะ คุณมาดูได้ จะได้รู้ว่าแชนอนท์ออกไปกับใครตอนกี่โมง

เมื่อคริสได้ยินแบบนั้นเขาก็มีอาการตื่นตระหนกทันที วิดีโอนี้เป็นภาพจากกล้องบนตัวของทางตร. แต่ก็พบว่าแชนอนท์เธอไม่ได้ออกไปไหนเลย

มีแต่รถกระบะของคริสที่ขับถอยหลังบ้านเข้าบ้านในช่วงเช้าตรู่ประมาณตี 4 – ตี 5 ประมาณว่าขนอะไรขึ้นรถสังอย่าง

แต่กล้องวงจรปิดก็จับไม่ได้เพราะมีต้นไม้บังอยู่ ตร.จึงไม่ทราบแน่ชัด ข่าวนี้ดังมากในช่วงนั้น มีคนมาสัมภาษณ์คริสด้วย

คริสเองก็ให้สัมภาษณ์ว่า “ใครที่ลักพาตัวภรรยาผมไป หรือเธอหนีไปไหนช่วยกลับมาที่บ้านของเราด้วย ผมอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเด็กๆ บ้านหลังนี้จะไม่ใช่บ้านเลยถ้าไม่มีคุณหรือเสียงของเด็กๆ”

แต่สีหน้าและแววตาของคริสไม่ได้สื่อออกมาแบบนั้นเท่าไหร่นัก

ตร.เร่งสืบสวนการหายตัวไปของแชนอนท์ จนคิดว่าคริสเนี่ยแหละที่อยู่กับภรรยาคนสุดท้าย จึงเรียกตัวคริสมาสอบสวน ให้คริสเข้าเครื่องจับเท็จและพบว่าคริสตอบไปผ่านอยู่ 3 ข้อ

ตร.สืบสวนคริสกว่า 4 ชม. เขาบอกว่าเขาไม่รู้เลยว่าภรรยาเขาไปไหน แต่ในเช้าตรู่วันนั้นเขามีปกเสียงกับภรรยาจริงเขาตื่นขึ้นมาตอนตี 4 และลงไปออกกำลังกายที่ชั้นใต้ดิน พอขึ้นมาเขาก็ทะเลาะกับภรรยา แล้วเธอก็ออกจากบ้านไป

เขาขอหย่ากับภรรยาและต้องการจะขายบ้านหลังนี้ เขาไม่พร้อมมีลูกคนที่ 3 และเขาเองก็กำลังคบอยู่กับนิโคลผู้หญิงคนใหม่ของคริส

การสอบสวนยังคงกดดันคริสอยู่อย่างนั้นจนคริสทนไม่ไหว ต้องขอให้พ่อของเขาเข้ามาในห้องสืบสวนและให้เจ้าหน้าที่ออกไปก่อน (แต่ในห้องก็ได้บันทึกเสียงและภาพไว้หมด)

คริสพูดกับพ่อของตัวเองว่า “ผมไม่อยากปกป้องเธอแล้ว ผมทำร้ายเธอด้วยการบีบคอ แต่ผมไม่ได้ทำร้ายเด็กๆ”.

คริสสารภาพว่าเขาฆาตกรรมภรรยาของตัวเองด้วยการบีบคอ เพราะเช้าวันนั้นเขาทะเลาะกับภรรยาและลงไปออกกำลังกายที่ดชั้นใต้ดิน พอขึ้นมาก็เห็นว่าแชนนอนท์กำลังบีบคอลูกๆอยู่

คริสโกรธจัดจึงบีบคอแชนอนท์เสียชีวิต และนำศพเธอไปฝังไว้ที่สถานที่ทำงาน พร้อมนำสพเด็กๆทิ้งลงในถังน้ำมันด้วย

เมื่อตร.ไปตรวจสอบในที่เกิดเหตุก็พบศพของแชนอนท์จริงๆ และศพของเด็กๆทั้ง 2 ก็อยู่ในถังน้ำมันด้วย

แต่สุดท้ายคริสก็มาสารภาพในตอนหลังว่า “ที่จริงผมฆ่าลูกๆทั้ง 2 คนด้วย”

เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มจากเช้าวันที่เกิดเหตุ คริสทะเลาะกับแชนอนท์และพลั้งมือบีบคอเธอ

ลูกสาวเข้ามาเห็นก็ถามว่าพ่อทำอะไรแม่ คริสตอบกับลูกว่าแม่ไม่สบายจะต้องพาแม่ไปหาหมอ คริสจึงแบกศพแชนอนท์ขึ้นถกระบะและให้ลูกๆทั้ง 2 คนนั่งในรถไปด้วย

คริสขับรถไปสถานที่ทำงานก่อนที่เขาจะอุ้มร่างไร้วิญญาณของแชนอนท์ไปฝัง เมื่อกลับมาที่รถเขาก็ได้นำผ้าที่ลูกสาวคนเล็กชอบติดตัวมาอุดจมูกลูก 3 ขวบ ก่อนที่น้องจะสิ้นลมและเอาศพไปทิ้งไว้ในถังน้ำมัน

เมื่อกลับมาที่รถ ลูกสาววัย 4 ขวบ ถามพ่อของเธอว่า “หนูจะต้องเป็นแบบน้องใช่มั้ย” ด้วยอารมณ์ในขณะนั้นคริสไม่ฟังคำพูดใดๆและเอาผ้าผืนเดิมมาอุดจมูกลูกของเขา

เธอดิ้นทุรนทุรายกัดปากกัดลิ้นด้วยความทรมาณ ตะโกนว่า “พ่อคะ อย่าค่ะ!” แต่คริสก็ไม่ฟังจนเธอเสียชีวิตและนำศพลูกไปทิ้งในบ่อน้ำมัน

คริสโดนตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต เพราะให้ความร่วมมือกับทางตำรวจจึงไม่โดนโทษประหารชีวิต ส่วนชู้รักนิโคลเธอบอกว่าคริสเองก็หลอกเธอเหมือนกัน และทั้งคู่ก็ไม่ได้คบหากันต่อ

อ่านเรื่อง ลัทธิปีศาจโอมชินริเกียว ได้ที่นี่

สนับสนุน โดย Joker Slot , Sa game , Sexy Game , Joker Game , UFABET 72 , Esport , Sa gaming , Sexy gaming , Sa gaming , joker gaming , Joker slot  , Slot game , Joker slot , Joker slot