เคาท์ดาวน์มรณะ ซานติก้าผับ

เคาท์ดาวน์มรณะ ซานติก้าผับ

เคาท์ดาวน์มรณะ ซานติก้าผับ นที่ 31 ธันวาคม ปี 2551 กับเหตุเพลิงไหม้ซานติก้าผับ สถานบันเทิงหรูกลางกรุง ที่ย่างสดนักท่องราตรีจนมีผู้เสียชีวิตถึง 66 คน รวมถึงผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและพิการอีกนับร้อยราย 

ท่ามกลางค่ำคืนที่สนุกสนาน นักท่องราตรีจำนวนมากต่างเดินทางเข้ามาร่วมฉลองในค่ำคืนส่งท้ายปีเก่ากันยังซานติก้าผับ อันเป็นสถานบันเทิงระดับแนวหน้าของไทย

ซึ่งในคืนวันเกิดเหตุ มีความพิเศษอยู่ที่เป็นคืนอำลาของซานติก้าผับ ก่อนปิดให้บริการ โดยมีการจัดคอนเสิร์ต เล่นเกม และแจกไฟเย็นให้เหล่านักเที่ยวได้ร่วมจุดฉลองกันในค่ำคืนนั้น

แต่แล้วความสนุกสนานกลับเปลี่ยนเป็นเหตุร้ายในชั่วข้ามคืน เมื่อเปลวไฟได้ถูกจุดขึ้น และลุกลามไปตามโครงสร้างของอาคารที่ตกแต่งด้วยไม้เป็นหลักอย่างรวดเร็ว กระทั่งภายในเวลาไม่กี่นาที ความชุลมุนวุ่นวายก็เกิดขึ้น

ซานติก้าผับในปัจจุบัน ได้กลายมาเป็นที่รกร้างไปแล้ว แต่ชาวบ้านผู้อาศัยอยู่ในชุมชนทิพย์เกสร ภายในซอยเอกมัย 11 ต่างยังจดจำเหตุการณ์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

เมื่อพวกเขาได้เห็นควันไฟที่พวยพุ่งขึ้นฟ้า ได้เห็นชาวบ้านที่ต่างออกมามุงดูเปลวไฟที่ลุกท่วมผับ ชาวบ้านบางคนเริ่มวิ่งหนี ในขณะที่ได้ยินเสียงตะโกนและเสียงร้องโหยหวนของบรรดานักเที่ยวที่อยู่ภายในซานติก้าผับ

และสิ่งที่น่าหดหู่ที่สุด ที่พวกเขาจดจำได้ก็คือ สภาพศพที่นอนทับกันเกลื่อนในที่เกิดเหตุ..

นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าว ยังคงตรีงตราอยู่ในความทรงจำของผู้ที่รอดชีวิต เช่นเดียวกับ คุณฐาปนา รัศมี ผู้อยู่ในเหตุการณ์ค่ำคืนนั้น และเป็นผู้นำภาพที่บันทึกไว้ได้มาเปิดเผยผ่านทางรายการเป็นครั้งแรก

โดยคุณฐาปนาเปิดเผยว่า ในวันนั้นเขาทำงานอยู่บ้าน แต่แฟนสาวอยากจะออกไปเลี้ยงฉลองในคืนส่งท้ายปีเก่า เมื่อได้เห็นว่าซานติก้าผับจะเปิดให้บริการเป็นคืนสุดท้าย และมีการแสดงเพลงฮิปฮอปที่แฟนสาวชอบ จึงได้พาเธอไป

เขาจำได้ว่า บรรยากาศในวันนั้นเป็นอย่างสนุกสนาน มีการแสดงดนตรี เล่นเกม แจกเหล้า และมีผู้คนหนาแน่นเป็นอย่างมากจนแทบไม่มีที่ยืน นอกจากนี้ยังมีการแจกไฟเย็นในนักท่องเที่ยว และมีการจุดพลุกระดาษ

ขณะที่ คุณรัตนา แซ่ลิ้ม อีกหนึ่งผู้ที่อยู่ในคืนเกิดเหตุเล่าว่า ในขณะที่เธอกำลังนั่งอ่านคำอวยพรที่เพื่อนส่งมาให้ทางโทรศัพท์ เพื่อนที่มาเที่ยวด้วยกันก็จับมือจะลากเธอออกไป ทั้งที่เพิ่งเข้ามาได้ไม่ถึง 10 นาที

แต่แล้ว ขณะที่กำลังจะออกไปก็มีผู้คนมากมายวิ่งกรูเข้ามา จนมือของเธอหลุดออกจากเพื่อน ในตอนนั้นเอง ที่เธอได้เห็นไฟลุกไหม้บนเพดาน และลามต่อไปยังเวที ก่อนที่ไฟฟ้าจะดับลงท่ามกลางเสียงกรีดร้องของผู้คน

สภาพของซานติก้าผับได้แปรเปลี่ยนเป็นทะเลเพลิง นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศต่างหนีตายกันอลหม่าน

แต่ละคนต่างพยายามเอาชีวิตรอดด้วยการกรูไปยังทางเข้า-ออกของผับ ซึ่งคับแคบและมีเพียงทางเดียว ทำให้ผู้คนต่างเบียดและดันกัน พร้อมเสียงตะโกนดังระงมไปทั่วบริเวณ

เจ้าหน้าที่ที่ได้เข้าช่วยเหลือผู้ประสบเหตุในค่ำคืนนั้นเปิดเผยว่า หลังจากที่เขาไปถึงซอยเอกมัย 11 ที่เกิดเหตุ ก็เห็นสภาพไฟลุกท่วม จึงได้รีบวิ่งไปยังประตูทางเข้าแล้วทุบกระจกที่ผนังให้แตกเพื่อช่วยคนออกมา

ทันใดนั้นเอง ที่เขาได้เห็นภาพชวนตกใจ มันเป็นภาพของคนที่ชูมือขึ้นเพื่อขอความช่วยเหลือมาเต็มไปหมด ตอนนั้นมีคนเสียชีวิตแล้วเป็นสิบ และกำลังจะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 

หลังจากที่ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ก็สามารถควบคุมเพลิงได้ ขณะที่ศพกว่าครึ่งร้อยถูกนำมากองไว้ด้านหน้าผับที่ไม่เหลือสภาพ

สิ่งที่น่าเศร้าคือ ผู้เสียชีวิตส่วนมากไม่ได้เสียชีวิตจากเปลวไฟ หากแต่เกิดจากการสำลักควัน ขาดอากาศหายใจ หรือแม้แต่ถูกเหยียบจนตาย

ในขณะที่ผู้บาดเจ็บกว่า 200 คนได้ถูกลำเลียงส่งยังโรงพยาบาลต่าง ๆ

สำหรับ ซานติก้าผับ เป็นสถานบันเทิงระดับต้น ๆ ของไทยที่เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2547 ด้วยความสวยงามและความโด่งดังตลอดหลายปีที่เปิดให้บริการ ทำให้ไม่มีใครฉุกคิดถึงสิ่งอันตรายที่แฝงไว้ในที่แห่งนี้

ภายในคืนวันเกิดเหตุมีผู้มาใช้บริการในซานติก้าผับร่วมพันคน แต่กลับมีประตูทางเข้า-ออกที่นักเที่ยวรู้จักกันเพียงทางเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องต่ำกว่ามาตรฐานด้านความปลอดภัย 

แต่แท้จริงแล้วมีประตูทางเข้า-ออกซานติก้าผับอยู่ 4 ประตู แบ่งเป็นประตูหลักด้านหน้าที่นักเที่ยวใช้ ประตูสำหรับออกไปสูบบุหรี่ และอีก 2 ประตูสำหรับแขกวีไอพี

อย่างไรก็ตามบริเวณประตูหลักด้านหน้ากลับเป็นจุดที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด ทั้งที่มีประตูอื่น ๆ ที่สามารถออกไปได้

“สิ่งที่น่าเสียใจคือ ห่างจากประตูเข้า-ออกเพียง 3 เมตรไม่ได้เป็นจุดที่ถูกไฟไหม้ แต่คนเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจหรือสำลักควันเพียงอย่างเดียว คนราว 20 คนนี้น่าจะรอดชีวิตได้ หากรู้ว่าตรงไหนคือประตูทางออก” คุณอัญวุฒิ เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู กล่าว 

นอกจากปัญหาเรื่องประตูทางเข้า-ออกที่คับแคบแล้ว อีกหนึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากการถูกไฟไหม้ ก็คือควันพิษซึ่งทำให้ผู้คนหายใจไม่ออก

เนื่องจากของตกแต่งภายในซานติก้าผับส่วนมากล้วนก่อให้เกิดควันพิษเมื่อถูกไฟไหม้

สำหรับกระบวนการสอบสวนเหตุการณ์เพลิงไหม้ซานติก้าผับ ได้เริ่มต้นขึ้นนับตั้งแต่หลังเกิดเหตุ ทว่าแม้จะมีการเรียกสอบพยานหลายปาก แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังไม่สามารถทราบได้ว่าต้นเพลิงเกิดจากอะไรกันแน่

จากนั้นกระบวนการสอบสวนและหลักฐานได้ชี้ไปในแนวทางเดียวกัน และหลังจากผ่านการสอบสวนเกือบ 1 เดือน

ทางตำรวจก็สามารถจับกุมผู้ต้องหารายสุดท้ายได้ คือนักร้องนำวงเบิร์น ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่จุดพลุกระดาษหลังแสดงดนตรีเสร็จ โดยมีพยานชี้ว่าเขาได้ใช้ไฟแช็กจุดพลุ ก่อนจะเกิดเพลิงไหม้ในทันที 

อย่างไรก็ตาม เมื่อทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุอีกครั้ง พวกเขาก็ได้พบกับหลักฐานชิ้นสำคัญซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ความบริสุทธิ์แก่นักร้องนำวงเบิร์นได้ รวมทั้งเป็นเครื่องที่ชี้ให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว ต้นเพลิงมาจากอะไรกันแน่ 

หลักฐานดังกล่าวคือกล้องที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ ซึ่งสามารถบันทึกภาพการแสดงในช่วงเวลาที่เกิดเหตุไฟไหม้ได้

เผยให้เห็นภาพการแสดงของวงเบิร์น ที่เมื่อแสดงจบนักร้องนำคนดังกล่าวก็ได้เดินออกไปข้างเวที ก่อนที่สเปเชียลเอฟเฟกต์จะถูกจุดขึ้นกลางเวที

ในตอนนั้นที่นักร้องคนใหม่เดินเข้ามา ก่อนที่จะเกิดเพลิงไหม้ขึ้น ซึ่งภาพดังกล่าวเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าเพลิงที่ไหม้ซานติก้าผับ แท้จริงแล้วเกิดจากสเปเชียลเอฟเฟกต์ของเวที ซึ่งเกิดจากระบบไฟฟ้า ไม่ใช่พลุกระดาษที่นักร้องนำวงเบิร์นเป็นคนจุด 

ทั้งนี้ ภายหลังเหตุการณ์เพลิงไหม้ซานติก้าผับ ในปี 2555 กระทรวงมหาดไทยได้ออกกฎกระทรวงว่าด้วยสถานบริการที่กำหนด ให้ต้องมีระบบความปลอดภัยที่เหมาะสม

เช่น ทางออก ประตูทางออก ทางหนีไฟ บันไดหนีไป ประตูหนีไฟ ระบบการระบายอากาศ

และยังกำหนดให้สถานบริการต้องมีผู้ดูแลความปลอดภัยและป้องกันอันตรายอย่างน้อย 1 คน ส่วนสถานบริการที่เปิดก่อนปี 2555 ก็ต้องติดตั้งระบบความปลอดภัยของอาคารด้วยเช่นกัน

อ่านเรื่อง คืนบาปพรหมพิราม ได้ที่นี่

สนับสนุน โดย Joker Slot , Sa game , Sexy Game , Joker Game , UFABET 72 , Esport , Sa gaming , Sexy gaming , Sa gaming , joker gaming , Joker slot  , Slot game , Joker slot , Joker slot