คืนบาปพรหมพิราม

คืนบาปพรหมพิราม

คืนบาปพรหมพิราม เป็นคดีดังอีกหนึ่งคดี ที่เป็นเรื่องจริง แต่คนรุ่นหลัง ๆ นั้น คงจะรับทราบและรับชมในฐานะหนังภาพยนตร์ ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเรื่องจริงเหมือนคดีนวลฉวี

และนี่ ก็เป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ ที่เคยเกิดขึ้น ในอำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก เมื่อ 40 กว่าปีมาแล้ว

เหตุการณ์นี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายได้ แม้ขณะนั้น การตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ยังไม่มี และ การตรวจในเรื่องอื่น ๆ ก็ยังไม่ก้าวหน้าเหมือนกับปัจจุบัน

อาศัยพยานแวดล้อมต่าง ๆ รวมทั้งการสืบสวน การเค้นขยายผล จนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ

และยังเชื่อว่า ปัจจุบันบางคนก็ยังมีชีวิตอยู่ แต่หลักฐานทางคดีไม่ปรากฎหรือมีการบันทึกเอาไว้เป็นหลักฐาน ข้อมูลในส่วนนี้ จึงไม่ครบถ้วนสมบูรณ์

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อราวปี พ.ศ. 2520 เหยื่อรายนี้เธอเป็นคนบางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก มีสามีและลูกชาย 1 คน ครอบครัวน่าจะเป็นสุขดี

แต่แม่ผัวไม่ชอบเธอ เพราะเธอมาจากครอบครัวที่ยากจน และเกรงว่าเธอจะมาเกาะลูกชายกิน จึงไล่ให้ลูกชายไปทํางานที่จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยหวังจะแยกเธอออกจากสามีซึ่งเป็นลูกของเธอเอง

แม่ผัวพยายามผลักไสไล่ส่งเธอตลอดเวลา แต่เธอก็อดทนรอเรื่อยมา จนกระทั่ง สามีของเธอได้ติดต่อและส่งที่อยู่ที่จังหวัดอุตรดิตถ์มาให้ ทําให้แม่ผัวเธอโกธรมาก เธอจึงตัดสินใจที่จะไปตามหาสามีของเธอที่อุตรดิตถ์

แม่ผัวจึงออกอุบาย แสร้งทําเป็นเหมือนหวังดี แต่แท้จริงแล้วประสงค์ร้าย แม่ผัวได้ฝากเธอไปกับคนขับรถบรรทุก

แล้วบอกคนขับที่เคยแอบชอบเธออยู่ว่า “แกจะเอามันไปทิ้งไว้ที่ไหนก็ได้นะ แล้วแกจะปลํ้ามันก็ได้นะ คิดซะว่าเป็นค่ารถ อย่าให้มันกลับมาได้เลยยิ่งดี”

คนขับรถบรรทุกเป็นคนแรกที่ข่มขืนเธอ แล้วมันเอาเธอไปทิ้งไว้ที่สถานีรถไฟพิษณุโลก โดยเธอไม่มีเงินติดตัวแม้แต่บาทเดียว

เธอเลยขึ้นรถไฟเที่ยวพิษณุโลก-เชียงใหม่ โดยไม่มีตั๋ว แล้วถูกนายตั๋วไล่ลงที่สถานีพรหมพิราม ขณะที่เธอยืนเก้ ๆ กัง ๆ ไม่รู้จะทําอย่างไรดี

ตาแหยมชายวัยกลางคน ที่เคยต้องโทษคดียาเสพติด ชาวบ้านไม่ค่อยจะคบหาสมาคมด้วย ได้เข้าไปชักชวนให้เธอไปค้างที่บ้าน ซึ่งอยู่ที่ท้ายหมู่บ้านก่อน เธอไม่มีทางเลือกเพราะฟ้าเริ่มมืดแล้ว และเธอก็ไม่รู้จักใครที่นี่

ตาแหยมทิ้งให้เธอเฝ้าบ้านอยู่คนเดียว แล้วขอตัวไปทําธุระที่หมู่บ้านอื่น

คืนนั้นกลุ่มวัยรุ่นลูกชายของผู้ใหญ่บ้าน มาสูบกัญชาที่บ้านของตาแหยม เมื่อเมาได้ที่พวกมันก็ลุมข่มขืนเธอเป็นกลุ่มแรก

ข่าวลือเรื่อง “ไก่หลง” แพร่สะพัดออกไป พวกหมาป่าหื่นกามต่างก็มุ่งหน้ามาสู่บ้านตาแหยม พวกมันข่มขืนเธอบนแคร่ บนเนินดิน บนหนองนํ้า

เธอหนีหัวซุกหัวซุน แต่ไม่ว่าเธอจะหนีไปทางไหน ก็มีแต่มนุษย์กระหื่นจ้องขยํ้าเธอไปซะทุกที ว่ากันว่าเธอพยายามกระเสือกกระสนไปที่สถานีรถไฟ เพื่อจะได้ไปให้ทันรถไฟเที่ยวขึ้น แต่เธอไปไม่ถึง

ในบันทึกบอกว่า พบศพเธออยู่ในสภาพที่บอบช้ามาก แต่ในความจริงโหดร้ายยิ่งกว่า เพราะในข่าวหนังสือพิมพ์ที่ทําข่าวของเธอบอกว่า เธอถูกรถไฟชนขาด 3 ท่อน จริง ๆ แล้วน่าจะเรียกว่ารถไฟทับมากกว่า เพราะเธอถูกพาดวางกับรางรถไฟ

โดยคนร้ายที่ข่มขืนเธอเกิดกลัวความผิด จึงออกตามหาเธอแล้วมาเจอเธอที่รางรถไฟ พวกมันลงมือทําร้ายเธอแล้วเอาเธอวางพาดไว้กับรางรถไฟ แกล้งทําให้เป็นอุบัติเหตุ โดยจากรูปการณ์แล้วน่าจะเป็นอุบัติเหตุ เพราะเธอไม่มีญาติมาร้องทุกข์

ชาวบ้านและกลุ่มคนร้ายก็ไม่มีใครให้ความร่วมมือ อีกทั้งยังพยายามเบี่ยงเบนคดี แต่ตํารวจไทยก็เก่งฉกาจ มีการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่

จากคดีที่ดูซับซ้อนซ่อนเงื่อน แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถไขคดีนี้จนสามารถจับกุมผู้ร้ายได้เกือบทั้งหมด

ว่ากันว่า คดีนี้เป็นคดีโทรมหญิงที่มีผู้ต้องหามากที่สุดในประวัติอาชญากรรมของไทย และเป็นที่น่าสังเวชใจของผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก เพราะผู้ต้องหาในคดีนี้มีทุกวัย ตั้งแต่เด็ก วัยหนุ่ม วัยกลางคนและวัยชรา

และที่น่าอนาถไปกว่านั้น คือแม้แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็คือผู้ใหญ่บ้าน แทนที่จะช่วยเหลือเธอ แต่กลับทําทารุณกลับเธอซ้ำซะอีก

ตามคําให้การบอกว่า ขณะที่พวกมันกระทํากับเธอ เธอไม่มีแรงแม้แต่ที่จะต่อสู้หรือขัดขืน ร่างของเธอสั่นระทมไปด้วยความเจ็บปวด

จะมีก็มีแต่เสียงที่แผ่วเบา พูดซํ้าไปซํ้ามาว่า “อย่าทําชั้นเลย ชั้นกลัวแล้ว ปล่อยชั้นไปเถอะ” แต่กลับไม่มีใครได้ยินเสียงคำขอร้องจากเหยื่อเลยสักคน

และที่น่าสมเพชมากไปกว่านั้น มันข่มขืนเธอจนเธอสลบ พวกมันคิดว่าเธอตายแล้ว มันจะเอาเธอไปเผาทําลายหลักฐาน โดยว่าจ้างสัปเหร่อให้เผาภายในคืนนั้น

ในขณะที่สัปเหร่อกําลังทําความสะอาดร่างของเธอ แต่เธอฟื้นขึ้นมา พวกมันเลยลงมือข่มขืนเธอต่อบนที่เผาศพ

โดยในคดีนี้ ตํารวจจับคนร้ายได้มากกว่า 30 คน โดยแยกเป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มที่กระทําชําเรา และกลุ่มที่ฆาตกรรมเธอ

ในสุดท้ายของคดีนี้ ผู้ที่ถูกจับดำเนินคดี บางคนกลับกลายเป็นชายขอทานเร่ร่อน ที่สร้างเพิงนอนอยู่ข้างทางรถไฟ

คดีดังกล่าวนี้ คือความอัปยศของชาวพรหมพิราม คดีนี้ ภายหลังได้ถูกสร้างเป็นหนังภาพยนต์ ซึ่งผู้ต้องหามีอายุน้อยที่สุดในคดีคือ 9 ปี และอายุมากที่สุด 65 ปี

คดีนี้ เป็นเรื่องที่สะเทือนขวัญประชาชนมากในขณะนั้น เพราะเป็นการกระทำที่โหดร้ายมาก ทั้ง ๆ ที่เป็นคนด้วยกัน

นอกจากนั้น หลายฝ่ายถูกด่า ทั้งตำรวจ ทั้งการรถไฟ และนักข่าวช่วงนั้นก็กลายเป็นฮีโร่ไป

ขณะที่ศัพท์ใหม่ด้านการข่มขืน ก็มีเพิ่มขึ้น เช่น ลงแขก หรือ เวียนเทียน เป็นต้น

อาชญากรรมสะเทือนขวัญนี้ ที่กล่าวได้ว่า ไม่เพียงแต่จะสร้างความอัปยศให้กับพี่น้องชาวอำเภอพรหมพิรามแล้ว จากการที่อมนุษย์จำนวน 30 ชีวิต

ก่อกรรมอันเลวร้าย ที่สุดในประวัติศาสตร์ รุมข่มขืนกระทำชำเราหญิงสาวต่างถิ่นด้วยความไร้จิตสำนึกปราศจากมนุษยธรรม เป็นการกระทำที่มนุษย์ไม่พึงกระทำต่อกัน

และนี่คืออุทาหรณ์ครั้งสำคัญ ที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย ไม่ว่าจะเป็นยุคไหนหรือสมัยใด

ถ้าในวันนั้น การ์ดรถไฟไม่ไล่หญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายลงจากรถไฟเพราะไม่มีเงินจะตีตั๋ว เหตุการณ์เลวร้ายก็คงจะไม่เกิดขึ้น ถ้าความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ยังมีฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของคน และคดีอัปยศก็จะไม่เกิดขึ้น ถ้ากลุ่มคนทั้ง 30 ชีวิตนั้นมีความเป็นคน..

อ่านเรื่อง แนนนี่ ดอลล์ ฆาตกรเส้นตื้น ได้ที่นี่

สนับสนุน โดย Joker Slot , Sa game , Sexy Game , Joker Game , UFABET 72 , Esport , Sa gaming , Sexy gaming , Sa gaming , joker gaming , Joker slot  , Slot game , Joker slot , Joker slot